บล.ซีมิโก้ : SEAFCO แนะนำซื้อ ราคาตามปัจจัยพื้นฐานปี 51 ที่ 10.4 บาท

20 July, 2007 (10:15) | บทวิเคราะห์ | No comments

ได้ประโยชน์จากการขยายตัวงานก่อสร้าง
        ในฐานะที่เป็นผู้นำตลาดในธุรกิจเสาเข็มเจาะ ทำให้บริษัทมีโอกาสได้ประโยชน์จากการ
ขยายตัวของงานก่อสร้างอาคารสูง งานประมูลภาครัฐรวมถึงการเปิดประมูลรถไฟฟ้า 5 สาย รวม
ถึงการขยายงานไปต่างประเทศเพิ่ม ทำให้รายได้ยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง เราจึงยังแนะนำ
ซื้อ โดยให้ราคาตามปัจจัยพื้นฐานปี 51 ที่ 10.4 บาท (P/E 11 เท่า)

คาดกำไรไตรมาส 2/50 ชะลอตัว
         คาดกำไรไตรมาส 2/50 เท่ากับ 30 ล้านบาทเติบโตเพียง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน
ของปีก่อนแต่ลดลง 50% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/50 เนื่องจากฝนตกมาก ทำให้งานคืบหน้าช้า
และบางโครงการเริ่มงานล่าช้ากว่ากำหนด

ผู้บริหารยืนยันเป้าหมายรายได้ปี 50 ที่ 2.6 พันล้านบาทเติบโต 13%
         แม้ว่างานใหม่ในไตรมาส 2/50 ชะลอตัวลงเหลือเพียง 256 ล้านบาทจากไตรมาส 1/50 ที่
มีงานใหม่ 486 ล้านบาท แต่จากลูกค้าในมือที่อยู่ระหว่างการเจรจาหลายราย และอยู่ระหว่างเข้า
ร่วมประมูลโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ผู้บริหารคาดว่ารายได้ทั้งปี 50 จะเติบโตได้ตามเป้าหมาย
13% เป็น 2.6 พันล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องอีก 15% เป็น 3.0 พันล้านบาทในปี 51 อย่างไรก็
ตามเราประมาณการเชิงอนุรักษ์ว่ารายได้บริษัทจะเติบโต 11% เป็น 2.56 พันล้านบาท ในปี 50
และเติบโต 12% เป็น 2.86 พันล้านบาทในปี 51

ปรับลดประมาณการปี 50 ลง 3% และเพิ่ม 4% ในปี 51
         เราปรับลดประมาณการปี 50 ลง 3% เพื่อสะท้อนจำนวนงานใหม่ที่น้อยกว่าคาดในไตร
มาส 2/50 แต่ปรับเพิ่มประมาณการปี 51 เพิ่ม 4% สะท้อนโอกาสการได้งานภาครัฐและจากต่าง
ประเทศเพิ่ม

…บล.นครหลวงไทย : SEAFCO “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 50 ที่ 10.62 บาท…

17 July, 2007 (22:12) | บทวิเคราะห์ | No comments

Earnings Forecast – 2Q07
         • จำนวนวันทำงานที่น้อยส่งผลให้รายได้ลดลง qoq : SCIBS ประเมินรายได้ใน Q2/50 ไว้
ที่ 443 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 0.9% yoy แต่ลดลงถึง 38% qoq เนื่องจาก (1) SEAFCO มีฐานราย
ได้ใน Q1/50 ที่สูงถึง 710 ล้านบาทจากการมีหน้างานขนาดใหญ่และทำในพื้นที่จำกัด ทำให้มี
รายได้เฉลี่ยสูงถึง 7-8 ล้านบาท/วัน (2) ในไตรมาส 2 มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ 5 วัน โดยเป็นวันหยุด
ยาว 3 วัน 2 ครั้ง ทำให้รับรู้รายได้ได้เป็นปริมาณน้อยกว่าปกติ
        • คาด GPM จะลดลงจาก Utilization ของเครื่องจักรที่ลดลง : โครงการที่รับรู้ใน Q2/50
ส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมซึ่งมี GPM 14-15% เปรียบเทียบกับโครงการ Energy
complex ที่มี GPM สูง 15% จากการเป็นงานใหญ่และทำให้พื้นที่จำกัด SCIBS มองว่าปัจจัย
ที่กดดัน GPM จะเกิดจากค่าเสื่อมราคา 14 ล้านบาทในไตรมาสนี้SCIBS จึงคาดว่าอัตรากำไร
ขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) จะปรับตัวลงจาก Q1/50 ที่ 14.9% เป็น 14.0%
        • กำไรสุทธิจึงลดลง yoy และ qoq พร้อมกับปริมาณงานใหม่ที่เฉลี่ยลดลงเช่นกัน :
SCIBS คาดว่า SEAFCOจะมีกำไรสุทธิ 27 ล้านบาท ลดลง 3.9% yoy และ 54.8% qoq โดย
มีงานลงนามในไตรมาสนี้ 259.1 ล้านบาท เฉลี่ย86 ล้านบาท/เดือน ต่ำกว่าในไตรมาสก่อนหน้าที่
เฉลี่ยอยู่ที่ 121 ล้านบาท/เดือน จากการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน จากผลกระทบทางด้าน
การเมืองเป็นสำคัญ
Overview
        • SCIBS ได้คาดการณ์การปรับตัวลงใน Q2/50 ไว้แล้ว และยังมีมุมมองเชิงบวกกับ
SEAFCO : SCIBS ได้แสดงความกังวลประเด็นการปรับตัวลงของผลการดำเนินงานใน
Q2/50 ไว้ก่อนหน้าแล้ว แต่จากตัวเลขดัชนี PrivateInvestment Index (PII) ที่ปรับตัวดีขึ้น
เป็นเดือนที่ 2 ติดกันที่ 169.8 จุด ในเดือน พ.ค. 2550 และตัวเลขขออนุญาตก่อสร้างใน กทม. ที่
ปรับตัวดีขึ้น 153% mom ในเดือน เม.ย. (ที่มา ธปท.) ทำให้เห็นว่า Segment ของ SEAFCO
เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวแล้ว ผนวกกับมุมมองประเด็นรถไฟฟ้าที่ SEAFCO มีความพร้อมสูง
สุดในฐานะผู้รับเหมารองและมีส่วนแบ่งตลาดในงานเสาเข็มเจาะสูงสุด SCIBS จึงยังคงมีมุม
มองเชิงบวกกับ SEAFCO
          • Backlog ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงคงประมาณการเดิมในปี 2550 : SCIBS มองว่า
ปริมาณงานจะเริ่มฟื้นตัวในQ3/50 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ้นปีงบประมาณเดือน ก.ย. นี้ SEAFCO
จะรู้ผลประมูลโครงการก่อสร้างทางลอดทางแยกของ กทม. มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท (แยก
ออกเป็น 10 สัญญาซึ่ง SEAFCO ยื่นประมูลทุกสัญญาในรูปแบบบริษัทร่วมค้า) และมีงานเสา
เข็มเจาะเอกชนอยู่ระหว่างต่อรองราคาขั้นตอนสุดท้ายอีก 2 งาน ซึ่งผู้บริหารมั่นใจจะคว้ามาได้
อย่างน้อย 1 งาน มูลค่าราว 150 ล้านบาท โดยจะรู้ผลใน 1-2 สัปดาห์นี้ นอกจากนี้ยังรอผลประมูล
งานเอกชนอีก 1,000 ล้านบาท ทำให้เมื่อหักประมาณการรับรู้ใน Q2/50 และบวกด้วยงานที่
SEAFCO มั่นใจจะได้ล่าสุดจะทำให้มีงานในมือราว 660 ล้านบาท คิดเป็น 66% ของประมาณ
การของ SCIBS ในปีนี้ที่ 1,454 ล้านบาท SCIBSเชื่อว่า SEAFCO จะสามารถบรรลุได้ตาม
ประมาณการของ SCIBS ในปีนี้ SCIBS จึงคงประมาณการเดิมไว้

Risk
      • การลงทุนภาคเอกชน : 70% ของรายได้มาจากงานก่อสร้างภาคเอกชน ดังนั้นหากภาค
เอกชนยังไม่มีความเชื่อมั่นจะส่งผลไปถึงการลงทุนก่อสร้างอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการที่
SEAFCO สามารถส่งมอบงานและรับรู้รายได้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ปริมาณงานในมือจะ
ถูกรับรู้ และหมด (Burning) ไปได้อย่างรวดเร็ว

Valuation & Rating
         • “ซื้อ” SEAFCO เนื่องจาก SEAFCO เป็นหุ้นรับเหมาขนาดรองที่มีความพร้อมที่จะได้
รับประโยชน์สูงจากโครงการรถไฟฟ้า 3 สายแรกที่จะเริ่มขายแบบในเดือน ส.ค. นี้ และตัวเลข
Indicator หลายๆตัว เช่น ตัวเลขพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างใน กทม. และการแจ้งลงนามสัญญากับ
ผู้พัฒนาที่ดินประเภทคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าในQ2/50 มีแนวโน้มจะเป็นจุดต่ำ
สุดในปีนี้ SCIBS ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ SEAFCO ด้วยวิธี PE 14x และได้รวม
ประโยชน์จากโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายแรก 0.42 บาท/หุ้น จากสัดส่วน 45% ของส่วนแบ่ง
ตลาดของ SEAFCOได้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2550 ที่ 10.62 บาท/หุ้น สะท้อนเป็น PER
14.6 เท่า ยังคงต่ำกว่ากลุ่มที่ 18.7 เท่า
…efinancethai.net…

SEAFCOวิ่งรับงานสิงค์โปร์เพิ่ม

10 July, 2007 (12:21) | บทวิเคราะห์ | No comments

โบรกยกความดีความชอบให้ SEAFCO เป็นหุ้นเสาเข็มที่แข็งแกร่ง ลุ้นรับงานกำแพงดินในประเทศสิงคโปร์เพิ่มเติม

โบรกยกความดีความชอบให้ SEAFCO เป็นหุ้นเสาเข็มที่แข็งแกร่ง ลุ้นรับงานกำแพงดินในประเทศสิงคโปร์เพิ่มเติม จากก่อนหน้านี้ตุนงานเข้าพอร์ตลงทุนไม่ต่ำกว่า 28.5 ล้านบาท มองการณ์ไกลผลงานครึ่งปีหลังยังวิ่งเข้าเป้า แนะ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.40 บาท
    
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) SEAFCO ราคาเป้าหมาย 10.40 บาท หลังจัดตั้ง บริษัท ซีฟโก้ เรียวบิ จำกัด ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อ 24 พฤษภาคม2550 (SEAFCO ถือหุ้น 47.5%) บริษัทร่วมทุนดังกล่าวก็ได้รับงานแรก ซึ่งเป็นงานกำแพงกันดิน (D-WALL) ของโครงการ มารินา เบย์ แซนด์ อินเตเกรตเต็ด รีสอร์ท มูลค่างานมูลค่า 60 ล้านบาท แยกเป็นส่วนของ SEAFCO 28.5 ล้านบาท
    
อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทได้ส่งเครื่องมือไปแล้ว 2 ชุด คาดว่าจะเริ่มงานก่อสร้างได้ในช่วงกลางเดือน กรกฏาคม 2550 คาดหมาย Gross Margin ที่ 30% ฝ่ายวิจัยเห็นว่า SEAFCO ยังมีโอกาสอีกมากที่จะรับงานกำแพงกันดินในโครงการ มารินา เบย์ฯ เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีมูลค่างานก่อสร้างรวม 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ผู้รับเหมาหลักมี 3 ราย โดยที่ L&M Foundations เป็น 1 ใน 3 และได้รับงานประมาณ 1/3 ของมูลค่าโครงการ
    
ทั้งนี้งานที่ SEAFCO รับจะเป็นการรับเหมาช่วงจาก L&M ซึ่งคาดว่าจะมีงานในเฟสอื่นๆ เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 9 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ SEAFCO ยังได้ยื่นประมูลงานในโครงการอื่นเพิ่มเติมอีก 2 โครงการ และยังมีแผนจะเข้าร่วมประมูลงานฐานรากโครงการรถไฟฟ้าในสิงคโปร์ ที่จะเริ่มงานก่อสร้างในปี 2551 สำหรับงานในประเทศปัจจุบันมี Backlog ประมาณ 850 ล้านบาท แต่ยังมีงานที่ชนะแล้วรอเซ็นสัญญา และงานที่เสนอเข้าประมูลรอผลอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นการรับงานใหม่ในช่วงไตรมาส 3/2550 อย่างมีนัยสำคัญ
 
ปกติในงวดไตรมาสที่ 2 ถือเป็นช่วง Low Season ของ SEAFCO นอกจากนั้นในปี 2550 ยังได้รับผลกระทบจากการเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการส่งมอบงานเก่า และเริ่มโครงการก่อสร้างใหม่ ทำให้การบันทึกรายได้เกิดขึ้นไม่เต็มที่ โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่ารายได้งวดไตรมาส 2/2550 จะอยู่ที่ประมาณ 480 ล้านบาท ขณะที่ Gross Margin ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 13.8% เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของงานดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยประเมินว่าไตรมาส 2/2550 SEAFCO จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 32 ล้านบาท ลดลง 47% ไตรมาสก่อนหน้าเพิ่ม 11% จากปีก่อน
    
อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการปี 2550 ไว้ตามเดิม โดยคาดว่าจะเห็นการกลับมาของผลประกอบการอย่างแข็งแกร่งในงวดครึ่งปีหลังของปี 2550 ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น SEAFCO และยังคง Fair Value ตามเดิมที่ P/E 12 เท่า ซึ่งให้มูลค่าที่เหมาะสม ณ สิ้นปี 2550 ที่ 10.40 บาท พร้อมกันนี้คาดการณ์เงินปันผลในอัตรา 4.66% ในงวดปี 2550

http://www.msnth.com/msn/money2/content.aspx?id=7564&ch=213

…บล.เอเซียพลัส : SEAFCO แนะนำ ซื้อ Fair value 10.40 บาท…

10 July, 2007 (11:41) | บทวิเคราะห์ | No comments

ผู้บริหารกล่าวถึงการเข้ามาถือหุ้นของกองทุนสิงคโปร์ 10.33% ว่า กองทุนดังกล่าวไม่
ได้เข้ามาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อครอบงำกิจการ แต่เข้ามาเพราะเห็นว่า SEAFCO เป็น
Growth Stock และมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ในด้านการดำเนินธุรกิจ ปัจจุบัน SEAFCO มี
Backlog 800 ล้านบาท แต่คาดว่าจะรับงานใหม่เข้ามาไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท ในช่วงเวลาที่
เหลือของปี นอกจากนี้ยังมีงานในต่างประเทศเข้ามาบางส่วน สำหรับผลประกอบการ 2Q50 จะ
เห็นการลดลงจาก 1Q50 ซึ่งเป็นผลกระทบจากฤดูกาล
การมีสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันเข้ามาในโครงการผู้ถือหุ้น ฝ่ายวิจัยเห็นว่าเป็นเรื่อง
ที่ดี เนื่องจากจะมีส่วนช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้น และทำให้ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่
แท้จริงของกิจการได้ดีขึ้น สำหรับข้อมูลในเรื่องการดำเนินธุรกิจ นับว่าอยู่ในกรอบที่ฝ่ายวิจัยได้นำ
เสนอไว้ในรายงาน New Talk ฉบับวันที่ 5 ก.ค.50 ซึ่งนักลงทุนสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มในราย
ละเอียดได้ ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ ซื้อ โดยกำหนด Fair Value ที่ P/E 12 เท่า หรือ 10.40
บาท ณ สิ้นปี 2550

…SEAFCO ตั้งเป้า 5 ปีสู่ International Contractor…

10 July, 2007 (10:54) | ข่าวSEAFCO | 2 comments

“แม้จะเป็นเพียงผู้รับเหมาฐานรากภายในประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ แห่ง SEAFCO มีเป้าหมายชัดเจน ที่จะยกระดับบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งแห่งนี้ ก้าวขึ้นเป็นผู้รับเหมาฐานรากนานาชาติ ภายในระยะเวลา 3-5 ปี ” กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ปี 2550 ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลกระทบไปยังธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ต้องปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดต่อไปบริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) แม้จะดำเนินธุรกิจผู้รับก่อสร้างงานฐานราก(เสาเข็ม) และงานโยธาทั่วไป แต่ก็ต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ เป็นกลยุทธ์ที่ ซีฟโก้ นำมาใช้ โดยมีประเทศสิงคโปร์ เป็นจุดเริ่มต้น ก้าวต่อไป(Next Step) ของ ซีฟโก้ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บอกว่า ต้องการยกระดับ ซีฟโก้ จากผู้รับเหมาฐานรากท้องถิ่น(Local Contractor) ขึ้นเป็น ผู้รับเหมาฐานรากนานาชาติ (International Contractor)  ณรงค์ บอกเหตุผลของการนำบริษัทออกไปรับงานตลาดยังต่างประเทศ เพราะต้องการหาแหล่งรายได้เพิ่ม จากตอนนี้พึ่งพาเฉพาะตลาดในประเทศด้านเดียว ซึ่งอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรกทรงตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงเพื่อเป็นการรองรับการเติบโตที่ฝ่ายบริหารวางเป้าหมายระยะยาว ยอดขายจะต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า 15%

จุดเริ่มต้นจาก 3 ประสาน

 บริษัท ซีฟโก้ เกิดจากการรวมตัวของวิศวกร 3 คน คือ นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ นายทัชชะพงศ์ ประเวศวรารัตน์ และนายทรงศักดิ์ วิสุทธิพิทักษ์กุล โดยบริษัทให้บริการเสาเข็มเจาะ และงานกำแพงกันดิน มีสัดส่วนของงานจากภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่คิดเป็น 87% ที่เหลือเป็นงานภาคราชการ และมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศ(มาร์เก็ตแชร์)อยู่ที่ 45% ซีฟโก้ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2547 ในหมวดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเสนอขายหุ้นไอพีโอหุ้นละ 4 บาท สำหรับผลประกอบการย้อนหลังช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราเติบโตของยอดขายต่อเนื่อง โดยปีแรกจากระดับ 900 ล้านบาท เป็น 1.1 พันล้านบาท ต่อมาปี 2549 เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.3 พันล้านบาท ส่วนปี 2550 ล่าสุดฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่า ยอดขายจะเติบโตมาอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท

ต่างประเทศรายได้แห่งอนาคต

 ณรงค์ กล่าวว่า เรายังคงเน้นตลาดในประเทศเป็นตลาดหลัก เพราะเชื่อว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะเข้าที่ ปัจจัยทางการเมืองมีความชัดเจน สามารถเกิดการเลือกตั้งได้ เชื่อว่ากำลังซื้อจะกลับมาโดยเฉพาะอาคารสูง เชื่อว่าความต้องการยังมีอยู่ เพราะทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ที่อยู่อาศัยในเมืองจะมีการตอบรับดี “ตลาดต่างประเทศ จะเป็นแหล่งรายได้เสริม ที่จะหนุนให้บริษัทเติบโตในอนาคต ซึ่งระยะยาว 3-5 ปี คาดหวังว่าสัดส่วนยอดขายต่างประเทศจะขยับขึ้นเป็น 20% ของยอดขายรวม แม้ว่าปีนี้จะมีสัดส่วนไม่สูง แต่มาร์จินดีกว่าโครงการในประเทศ” ณรงค์ กล่าว

เลือกตลาดสิงคโปร์เป็นจุดเริ่มต้น

การที่บริษัทเลือกที่จะรุกเข้าไปในตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดแรก เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทุกอย่างในแถบภูมิภาคเอเชียและทำให้บริษัทมีโอกาสให้ทีมงานทดสอบตลาดต่างประเทศ ซึ่งเริ่มการลงทุนด้วยการรวมลงทุนกับ บริษัท เรียวบิ-คิโช พาร์ทเนอร์ ประเทศสิงคโปร์ จัดตั้งบริษัท ซีฟโก้ เรียวบิ ขึ้นมา และบริษัท ซีฟโก้ ถือหุ้นสัดส่วน 47.5% งานแรกที่ซีฟโก้ได้รับคือ การรับจ้างเฉพาะค่าแรง ในโครงการสร้างกำแพงกันดินระบบไดอะแฟรม วอลล์ ในโครงการ มารินนา เบย์ แซนด์ อินเตเกต เต็ด รีสอร์ท มูลค่ารวม 60 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ซีฟโก้ จะไดรับคือ ส่วนของเงินค่าจ้าง ประมาณ 28 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 120 วัน งานที่บริษัทรวมทุนได้ยื่นประมูล มี 2 โครงการคือ งานก่อสร้างกำแพงดินกั้นน้ำทะเลมูลค่า 900 ล้านบาท และอีก 200 ล้านบาท เป็นงานกำแพงกั้นดินอาคารสูง ซึ่งยื่นประมูลไปแล้วรอฟังผลอยู่ ขณะนี้ให้ทางพันธมิตรเป็นผู้ดำเนินการหางานอื่นๆ ด้วย

หวังมาร์จินงานต่างประเทศชิ้นแรก 30%

เขาบอกว่า งานแรกที่ได้รับเป็นงานที่เราไม่ได้ประมูล แต่ได้จากกลุ่มพันธมิตรที่เป็นบริษัทเจาะเสาเข็มรายใหญ่ในสิงคโปร์ จัดสรรงานบางส่วนมาให้เพราะเครื่องมือเขาไม่พอ เราจะเริ่มทดลองงานประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนที่จะตัดสินใจว่าอาจจะต้องรับงานเพิ่ม ตอนนี้รอดูปริมาณงานก่อนและเตรียมความพร้อมทีมงานให้ดีก่อน ซึ่งบริษัทคาดว่าโครงการนี้จะมีมาร์จินประมาณ 30% เท่าที่ได้คุยกับนักลงทุนสิงคโปร์ มีการประเมินกันว่าแนวโน้มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตปีละประมาณ 40% และน่าจะอยู่ในอัตรานี้ประมาณ 6-7 ปี ดังนั้นจะเห็นว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ และน่าจะเป็นตลาดที่สำคัญของผู้ประกอบการรับเหมาของไทยได้ เพราะปัจจุบันต้นทุนแรงงานของบริษัทไทยต่ำกว่าสิงคโปร์

ใช้สิงคโปร์เป็นฐานต่อยอด

ณรงค์ คาดหวังตลาดที่สิงคโปร์ จะเป็นแหล่งเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ (training Center) ช่วยยกระดับคุณภาพ รวมทั้งสร้างความมั่งคั่งให้บริษัท และยังเป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นๆ สำหรับการต่อยอดธุรกิจในอนาคต ทั้งแถบ เอเชียและยุโรป ตลาดต่างประเทศที่เขาให้ความสนใจอีกคือ ตลาดดูไบและเวียดนาม ซึ่งก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ ได้วางแผนจะให้ทีมงานเข้าไปที่ตลาดดูไบก่อน แต่ทางทีมงานยังไม่พร้อม จึงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าว “ใจผมอยากจะให้ไปที่ตลาดดูไบก่อนเพราะมีงานจำนวนมาก แต่ทีมงานยังไม่พร้อม เพราะยังไม่เคยชินกับสภาพแวดล้อม และรู้สึกไม่มั่นใจทำให้ต้องรอจังหวะ ทั้งๆ ที่มีพันธมิตรที่เป็นชาวดูไบมาขอร่วมลงทุน ตอนนี้มีประมาณ 3 ราย แต่ต้องเลือกให้ดี เพราะความต้องการของเราคือ การเข้าไปเป็นผู้รับเหมาเสาเข็มรายหลักในดูไบ แต่จะเข้าไปก็ต้องอาศัยพาร์ทเนอร์ และคาดว่าในปี 2551 ถึงจะสรุปได้ว่าจะเข้าไปในรูปแบบใด ส่วนที่เวียดนามนั้นคงไม่ง่ายเหมือนสิงคโปร์เพราะหากจะเข้าลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังสูง “ณรงค์ กล่าว ณรงค์ บอกว่าปัจจัยความเสี่ยงของการทำธุรกิจต่างประเทศ อยู่ที่การหาพาร์ทเนอร์ ซึ่งต้องเลือกให้ดีที่สุด เพราะถ้ามีพาร์ทเนอร์ที่ไม่ดีจะทำให้ล้มเหลวได้ รวมทั้งต้องศึกษากฎหมายของแต่ละประเทศให้ดี ซึ่งอาจต้องมีต้นทุนว่าจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำธุรกิจต่างประเทศ

แนวโน้มรับเหมาในไทยครึ่งปีหลังฟื้น

 ณรงค์ ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตในระดับ 4% ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา หลังจากวันที่ 19 กันยายน 2549 ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะได้ผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะอสัหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสูง คอนโดมิเนียมในเมือง ยังเติบโตได้ดีกว่าแนวราบ ดังนั้นซีฟโก้ก็ไดัรับอานิสงส์ อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวได้หลังจากมีความชัดเจนเรื่องของการกำหนดวันเลือกตั้งได้

ตั้งเป้ารักษากำไรขั้นต้น 13-15%

ณรงค์ ยืนยันว่า ผลประกอบการงวดครึ่งปีแรก จะเติบโตหากเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 1.1 พันล้านบาท แม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วงซบเซา และเชื่อว่ายอดขายทั้งปีจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ 2.6 พันล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ประมาณ 800 ล้านบาท และในไตรมาส 2/2550 รับรู้ประมาณ 400-500 ล้านบาท รวมถึงไตรมาสนี้รับงานประมูลใหม่อีก 350 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ต่อไป นอกจากนี้มีงานที่อยู่ระหว่างการยื่นประมูล 1.4 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะประมูลได้อีก 600-700 ล้านบาท ซึ่งเตรียมจะประกาศผลประมูลภายในเดือนหน้าประมาณ 100-200 ล้านบาท ส่วนความสามารถของการทำกำไรขั้นต้น ปีนี้ทั้งปีจะยังอยู่ในกรอบ 13-15% ซึ่งปีที่แล้วมีอัตรากำไรขั้นต้น ประมาณ 14% ขณะที่ไตรมาสแรกอยู่ที่ 14.8% และงวดครึ่งปีแรก ยังอยู่ในกรอบที่วางไว้ ทำให้มั่นใจ ทั้งปีจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้

งานต่อหม้อ-โยธาหนุนกำไรแข็งแกร่ง

บริษัท ซีฟโก้ มีส่วนงานอื่นๆ นอกจากการขุดเจาะเสาเข็ม ได้แก่ งานรับเหมาทำต่อหม้อ และงานโยธา สร้างถนน และสะพาน ซึ่งการมีรายได้กระจายในหลายธุรกิจเพื่อที่จะช่วยให้มีรายได้กับกำไรที่แข็งแกร่ง โดยปกติงานขุดเจาะเสาเข็ม มีมาร์จินประมาณ 15-16% ขณะที่งานต่อหม้ออยู่ที่ 10% ส่วนงานโยธา 7%หากงานเสาเข็มลดลง ก็จะหันไปเพิ่มงานต่อหม้อหรืองานโยธา เพื่อไม่ให้รายได้ และกำไรลดลง โดยเฉพาะจะเห็นว่าในปี 2549 ยอดขาย 2.3 พันล้านบาท มีงานต่อหม้อประมาณ 500-600 ล้านบาท ซึ่งเป็น 20%ของยอดขาย แต่ปีนี้เน้นแต่งานเจาะเสาเข็ม เพราะบริษัทไม่ได้รับเหมางานต่อหม้อทุกโครงการทำเฉพาะบางโครงการที่มีโอกาส

…ซีฟโก้ยินดีรับกองทุนสิงคโปร์…

10 July, 2007 (10:50) | ข่าวSEAFCO | No comments

โพสต์ทูเดย์ — เจ้าของซีฟโก้อ้าแขนรับกองทุนสิงคโปร์ถือหุ้นร่วม 10% ยันเทกโอเวอร์ไม่ได้ กลุ่มพันธมิตรถือเกินครึ่งนายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) กล่าวถึงกรณี CREDITAGRICOLEAS-SET MANAGEMENT SINGAPORE เข้ามาถือหุ้นของบริษัทรวม 10.33% ว่า กองทุนจากสิงคโปร์ดังกล่าวไม่ได้เข้ามาครอบงำกิจการ (เทกโอเวอร์) และปัจจุบันกลุ่มพันธมิตรที่เป็นผู้ถือหุ้นเดิมถือหุ้นใหญ่รวม 51-52%

“กลุ่มของผมมีหุ้นเกินครึ่ง ดังนั้นโอกาสที่จะเข้ามาเทกโอเวอร์ก็ยาก ผมเข้าใจว่า เขาคงเห็นว่าบริษัทเป็น Growth Stock และ undervalue อยู่ เท่าที่คุยเขามองระยะยาว ซึ่งเราคุยกันครั้งเดียว” นายณรงค์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายณรงค์ กล่าวว่า ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะขอดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นถี่กว่าปกติ เมื่อมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนเป็นสัดส่วนที่มาก จึงต้องระมัดระวังให้ดี แต่ถ้าอยากจะเทกฯ ก็ไม่ปล่อย และต้องซื้อหุ้นกลับ

นายณรงค์ กล่าวว่า จะถือโอกาสที่ไปสิงคโปร์เพื่อประชุมร่วมกับบริษัทร่วมทุน ซีฟโก้ เรียวบิ ก็จะพูดคุยกันผู้บริหารกองทุนดังกล่าวด้วยในช่วงปลายเดือนนี้ หรือต้นเดือนหน้า นอกจากนี้ ยังไปร่วมโรดโชว์กับบริษัทหลักทรัพย์ในสิงคโปร์ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. CREDITA…GRICOLEAS-SET MANAGEMENT SINGAPORE ได้เข้ามาซื้อหุ้น SEAFCO จำนวน 12 ล้านหุ้น หรือ 5.62% ส่งผลให้มีหุ้นทั้งสิ้น 22.05 ล้านหุ้น หรือ 10.33% โดยราคาได้มาสูงสุดในรอบ 90 วันอยู่ที่ 8.9119 บาทต่อหุ้น

ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือเพียง 800 ล้านบาทเศษ ลดลงจากเมื่อต้นปีที่มี 1.5 พันล้านบาท หลังจากรับรู้รายได้ไปในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา เนื่องจากงานส่วนใหญ่เป็นงานเสาเข็มเจาะที่มีอายุงานสั้นประมาณ 3-6 เดือนเท่านั้น

ดังนั้น ในช่วงครึ่งหลังบริษัทก็ยังหางานใหม่เข้ามาเพิ่มอีก คาดว่าจะได้งานเข้ามาเพิ่มไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท โดยน่าจะเป็นงานในประเทศ

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสงวดที่ 2 ปีนี้ คาดว่าจะต่ำกว่าไตรมาสแรก เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกมากและวันหยุดก็มีมากกว่าเช่นกัน แต่ก็ยังมั่นใจว่ารายได้ทั้งปีจะได้ตามเป้าที่ 2.6 พันล้านบาท

บริษัทเพิ่งได้รับงานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ, กำแพงกันดินและงานปรับปรุงดินอ่อนโครงการใหม่จำนวน 9 โครงการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 149.87 ล้านบาท

ด้านราคาหุ้น SEAFCO ปิดที่ 9.45 บาท ลดลง 0.53%

…SEAFCO คว้างานใหม่เพิ่มอีก 9 โครงการมูลค่า 149.8 ลบ…

10 July, 2007 (10:45) | ข่าวSEAFCO | No comments

นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด
(มหาชน) หรือ SEAFCO แจ้งว่า บริษัทฯ ได้รับงานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ,กำแพงกัน
ดินและงานปรับปรุงดินอ่อนโครงการใหม่ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1. งานเสาเข็มเจาะโครงการสะพานลอยจุดตัดทางหลวงเลขที่ 3451 (บางคูวัด) ปทุมธานี
       รายละเอียดของงาน:     เสาเข็มเจาะทรงกลม
       เจ้าของโครงการ:       กรมทางหลวง
       ผู้ว่าจ้าง:              บริษัท วนิชชัยก่อสร้าง (1979) จำกัด
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าวัสดุ:    4,950,000.00 บาท
                            (สี่ล้านเก้าแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
       ระยะเวลาก่อสร้าง:      60 วัน นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2550
2. งานปรับปรุงคุณภาพดิน โครงการเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี
       รายละเอียดของงาน:     ปรับปรุงคุณภาพดินอ่อน
       เจ้าของโครงการ        บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา
       ผู้ว่าจ้าง:              บริษัท ฤทธา จำกัด
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม:  8,160,000.00 บาท (แปดล้านหนึ่งแสนหกหมื่นบาทถ้วน)
       ระยะเวลาก่อสร้าง:      45 วัน นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550
3. งานเสาเข็มเจาะอาคารเรียนชั้นประถม ร.ร. กรุงเทพคริสเตียน กรุงเทพฯ
       รายละเอียดของงาน:     เสาเข็มเจาะทรงกลม
       เจ้าของโครงการ:       ร.ร. กรุงเทพคริสเตียน
       ผู้ว่าจ้าง:              บริษัท พาวเวอร์ไลน์ จำกัด (มหาชน)
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม:      19,600,000.00 บาท
                            (สิบเก้าล้านหกแสนบาทถ้วน)
       ระยะเวลาก่อสร้าง:      75 วัน นับแต่วันที 1 มิถุนายน 2550
4. งานเสาเข็มเจาะหน้าปล่องอุโมงค์ส่งน้ำ ที่ถนนสามเสน กรุงเทพฯ
       รายละเอียดของงาน:     เสาเข็มเจาะทรงกลม
       เจ้าของโครงการ:       กรุงเทพมหานคร
       ผู้ว่าจ้าง:              บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน)
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าวัสดุ:  1,300,000.00 บาท
                           (หนึ่งล้านสามแสนบาทถ้วน)
       ระยะเวลาก่อสร้าง:     30 วัน นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550
5. งานเสาเข็มเจาะรับถังบรรจุก๊าซ ที่อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี
       รายละเอียดของงาน:     เสาเข็มเจาะทรงกลม
       ผู้ว่าจ้าง:              บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน)
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าวัสดุ:  2,100,000.00  บาท
                            (สองล้านหนึ่งแสนบาทถ้วน)
       ระยะเวลาก่อสร้าง:      45 วัน นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550
6. งานเสาเข็มเจาะโรงแรม เบสท์ เวสเทอร์น พรีเมียร์ อมาแร้นทร์ สุวรรณภูมิ
       รายละเอียดของงาน:     เสาเข็มเจาะทรงกลม
       เจ้าของโครงการ/ผู้ว่าจ้าง:บริษัท บานไม่รู้โรย สุวรรณภูมิ จำกัด
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม:   29,180,000.00 บาท
                            (ยี่สิบเก้าล้านหนึ่งแสนแปดหมื่นบาทถ้วน)
       ระยะเวลาก่อสร้าง:      75 วัน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550
7. งานเสาเข็มเจาะ โรงแรม โคซี บีส แอนด์ รีสอร์ท.พัทยา ชลบุรี
       รายละเอียดของงาน:      เสาเข็มเจาะทรงกลม
       เจ้าของโครงการ/ผู้ว่าจ้าง:  โรงแรม โคซี บีส แอนด์ รีสอร์ท.
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม:   5,180,000.00 บาท (ห้าล้านหนึ่งแสนแปดหมื่นบาทถ้วน)
       ระยะเวลาก่อสร้าง:        45 วัน นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2550
8. งานเสาเข็มเจาะอาคารไลฟ์ แอท สาทร, สาทร 10 เขตสาทร กรุงเทพฯ
       รายละเอียดของงาน:       เสาเข็มเจาะทรงกลม
       เจ้าของโครงการ/ผู้ว่าจ้าง:  บจ. เอเชียน พร็อพเพอร์ตี้ (สาทร)
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม: 29,400,000.00 บาท (ยี่สิบเก้าล้านสี่แสนบาทถ้วน)
       ระยะเวลาก่อสร้าง:         120 วัน นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2550
9. งานกำแพงกันดินระบบไดอะแฟรม วอลล์ โครงการรามาไนน์สแควร์ ระยะที่หนึ่ง
พลอทที่ 2 ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ
      รายละเอียดของงาน:         กำแพงกันดินระบบไดอะแฟรม วอลล์
       เจ้าของโครงการ/ผู้ว่าจ้าง:     บริษัท พระราม 9 สแควร์ จำกัด
       มูลค่างานไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม:    50,000,000,00 บาท (ห้าสิบล้านบาทถ้วน)
      ระยะเวลาก่อสร้าง:           120 วัน นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550

      รวมเป็นเงินข้างต้นทั้งสิ้นจำนวน 149,870,000.00 บาท (หนึ่งร้อยสี่สิบเก้า
ล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)
            ทั้งนี้การทำรายการดังกล่าวเป็นรายการธุรกิจปกติ และเป็นไปตามเงื่อนไข
การค้าโดยทั่วไปที่บริษัทฯทำกับบริษัทอื่น

…กองทุนยึด SEAFCO…

10 July, 2007 (10:35) | ข่าวSEAFCO | No comments

ทันหุ้น-กองทุนสิงคโปร์ดอดเก็บหุ้น SEAFCO นั่งแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่เบอร์หนึ่ง ด้วยสัดส่วน  10.33% จากเดิมที่ถืออยู่ 4.71%  ด้าน“ณรงค์ ทัศนนิพันธ์”ผู้บริหารเป็นปลื้มผลงานดีเข้าตากองทุนนอก ยอมรับพูดคุยกันมาก่อน แต่นึกไม่ถึงว่าจะใส่เงินเข้ามาเร็วขนาดนี้ ส่วนโบรกแนะจับตาพฤติกรรมว่าเข้ามาอย่างมิตรหรือต้องการฮุบกิจการ เพราะอนาคต SEAFCO  มีโอกาสเติบโตเทียบชั้นผู้ประกอบการรับเหมารายใหญ่ คาดสัปดาห์นี้มีแรงเก็งกำไรเพียบ  ได้เวลาโชว์ตัวในบทหุ้นร้อนอีกครั้ง
    สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)รายงานแบบการจำหน่ายหลักทรัพย์ของ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ว่า CREDIT AGRICOLE ASSET MANAGEMENT  SINGAPORE LIMITED ซึ่งเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่ม  5.62% หรือ 12 ล้านหุ้น จากเดิมที่ถือหุ้นอยู่แล้ว 4.71% หรือ 10.05 ล้านหุ้น จึงส่งผลให้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 10.33% หรือ 22.05 ล้านหุ้น
    นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ รองประธานกรรมการ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า การเข้ามาลงทุนของกองทุนจากประเทศสิงคโปร์นั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ดี หลังจากที่บริษัทได้ขยายฐานธุรกิจออกไปรับงานในต่างประเทศทำให้ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าในอนาคตบริษัทมีการเติบโตอย่างโดดเด่นมากขึ้น
    สำหรับประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่บริษัทได้รวมมือกับบริษัท รอยบิ คิโช จำกัด จัดตั้งบริษัท ซีฟโก้ รอยบิ เพื่อเข้าประมูลงาน ซึ่งปัจจุบันได้ยืนประมูลงานไปแล้ว 3 โครงการ มูลค่าเฉียด 1,000 ล้านบาท โดยเป็นงานฐานรากทั้งหมด และล่าสุดได้งานแรกคิดมูลค่า 60 ล้านบาท
    “ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีกองทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศเข้ามาติดต่อ กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง CREDIT AGRICOLE ASSET MANAGEMENT ที่เดิมถือหุ้นของบริษัทอยู่แล้ว แต่ไม่นึกว่าจะเข้ามาลงทุนในบริษัทเร็วขนาดนี้ และยังมีสัดส่วนการถือหุ้นติดอันดับ 1 ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านการประมูลงานในสิงคโปร์ได้มากขึ้น”นายณรงค์กล่าว
ผลงานเข้าตากองทุน
    นายภูวดล ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน กล่าวว่า สาเหตุที่กองทุนจากประเทศสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้นของ SEAFCO เพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 นั้น มองว่ากองทุนดังกล่าวเล็งเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของ SEAFCO ในอนาคต ซึ่งมาจากการขยายฐานธุรกิจทั้งในประเทศหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้วเสร็จ และการเติบโตสูงขึ้นของงานในต่างประเทศ ประกอบกับ SEAFCO ยังเป็นบริษัททีมีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้คาดว่าจะสามารถจ่ายปันผลระหว่างกาลได้  
    ทั้งนี้หากกองทุนดังกล่าวแสดงเจตนาการเข้ามาถือหุ้นครั้งนี้อย่างเป็นมิตร ฝ่ายวิจัยประเมินว่าโอกาสที่กองทุนดังกล่าวจะเป็นตัวดึงงานในประเทศสิงคโปร์ให้กับ SEAFCO ได้ในระดับสูงได้ในอนาคต แต่หากการเข้ามาถือหุ้นไม่เป็นอย่างมิตร หรือต้องการที่จะเทคโอเวอร์กลุ่มกองทุนดังกล่าวอาจจะมีการเข้ามาเก็บหุ้น SEAFCO เพิ่มได้อีก ซึ่งจะต้องจับตาต่อไป
    รวมทั้งจับตาการเจรจาระหว่างผู้บริหารของ SEAFCO เอง กับกลุ่มกองทุนจากสิงคโปร์ถึงวัตถุประสงค์ในการเข้ามาเก็บหุ้นครั้งนี้ด้วย แต่อย่างไรก็การที่มีกองทุนจากต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างความน่าสนใจให้กับ SEAFCO ต่อสายตาของกองทุน และสถาบันในประเทศ ซึ่งอาจจะมีการเข้ามาเก็บหุ้นเพิ่ม รวมทั้งอาจจะทำให้ราคาหุ้น SEAFCO มีการปรับตัวคึกคักมากขึ้น
    “ในอนาคตจะมีทั้งกองทุน และสถาบันเข้าเอ็กซ์เรย์แนวโน้มการเติบโต และผลการดำเนินงานของ SEAFCO เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงการเข้ามาถือหุ้นของกองทุนสิงคโปร์ในครั้งนี้ และมีความเป็นได้ที่กองทุน และสถาบันเหล่านั้นจะพิจารณาเข้ามาถือหุ้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับ SEAFCO ในมากยิ่งขึ้น”นายภูวดลกล่าว
    ดังนั้นคาดว่าในระยะสั้นนี้อาจจะมีการเก็งกำไรราคาหุ้น SEAFCO อย่างคึกคักมากขึ้น จึงแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 10.40 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเป้าราคาใหม่ หลังจากที่ประกาศผลการดำเนินงานในครึ่งปีหรแกไปแล้ว และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในครึ่งปีหลังหลังจากที่งานทั้งในประเทศ และต่างประเทศทยอยประกาศผลออกมา
    นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาหุ้น SEAFCO ในระยะสั้น อาจจะมีการพักฐาน จึงเป็นจังหวะที่ดีในการเข้ามารอรับหุ้นในช่วงนี้จึงแนะนำ “ซื้ออ่อนตัว” ให้แนวรับ 8.60-8.15 บาท และแนวต้าน 9.10-9.30 บาท
    ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SEAFCO วันศุกร์ (29 มิ.ย.)ที่ผ่านมา ไม่มีการเคลื่อนไหว โดยปิดตลาดที่ 9.00 บาท แต่ในระหว่างวันได้ปรับตัวขึ้นไปทดสอบที่ 9.10 บาท มีมูลค่าการซื้อขาย 13.72 ล้านบาท  

บิ๊ก SEAFCOยันรายได้ปีนี้โตตามเป้าหมายที่ 2.6 พันลบ.

10 July, 2007 (10:34) | ข่าวSEAFCO | No comments

บิ๊ก SEAFCO ยันรายได้ปีนีโตตามเป้าที่ 2.6 พันล้านบาท โชว์ backlog
ล่าสุดอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาทแล้ว และจะรับรู้ได้หมดในปีนี้ เหลืออีก 6 เดือนทำเพิ่มอีก
1,000 ล้านบาทแค่จิ๊บๆ สัปดาห์หน้าเตรียมประกาศข่าวดีได้งานใหม่เพิ่มอีก

นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ
SEAFCO เปิดเผยกับ eFianceThai.com ว่า มั่นใจว่ารายได้ของบริษัทในปีนี้จะอยู่ที่ 2.6 พัน
ล้านบาทตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ก็ไม่มีผลทำให้บริษัทต้องปรับ
ลดเป้าหมายลง โดยล่าสุด หลังได้งานเพิ่มอีก 149ล้านบาทจากทั้งหมด 9 โครงการ ส่งผลให้
มูลค่างานในมือ (แบ็กล็อก)ของบริษัทเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,650 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ทั้ง
หมดในปีนี้ ดังนั้น ในช่วงที่เหลือของปีบริษัทจะต้องหาแบ็กล็อกเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท
‘ เราคงต้องทำเพิ่มอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท รายได้ก็จะถึงเป้าหมายที่ 2.6 พัน
ล้านบาท เชื่อว่าจะทำได้เพราะเหลือเวลาอีกตั้ง 6 เดือน และเราก็จะทยอยประกาศงานใหม่ออก
มาเรื่อยๆ ‘นายณรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่าในสัปดาห์หน้าบริษัทจะทยอยประกาศงานใหม่เพิ่มอีก ซึ่งขณะนี้ยังไม่
สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะอยู่ระหว่างขั้นตอนต่อรองราคา ซึ่งล่าสุด บริษัทได้แจ้งตลาด
หลักทรัพย์ว่าได้งานในมือเพิ่มอีก 149 ล้านบาท จากทั้งหมด 9 โครงการ ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นราย
ได้ในปีนี้ทั้งหมด และบางโครงการทยอยรับรู้ไปก่อนแล้ว แต่บริษัทเพิ่งแจ้งตลาดฯ เพราะมูลค่า
ไม่มาก จึงรอแจ้งพร้อมกันหลายโครงการในครั้งเดียว

บล.กรุงศรีอยุธยา : SEAFCO แนะนำ ‘ถือ’ Fair Price ที่ 9.10 บาท

26 June, 2007 (10:35) | บทวิเคราะห์ | No comments

จากการเข้าพบผู้บริหารวานนี้ (25 มิ.ย.50) โดยสรุป ยังไม่มีประเด็นความคืบหน้าใหม่
สำหรับ SEAFCO ซึ่งในมุมมองของ AYS SEAFCO จัดเป็นหุ้นในกลุ่มรับเหมาที่เหมาะสม
กับการลงทุนในระยะยาวทั้งในแง่การเติบโตและให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลได้อย่าง
ต่อเนื่อง เพียงแต่ราคาหุ้นในตลาดได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้วกระทั่งเต็มมูลค่า (Fully Valued)
เทียบ กับราคา Fair Price ของ AYS ที่ 9.10 บาท/หุ้น (ประเมินจาก P/E ที่เหมาะสมที่ 10
เท่า) และราคาปัจจุบันมี Upside จากราคา Consensus เพียง 5.7% เท่านั้น ขณะที่อัตราผล
ตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เริ่มมีความน่าสนใจในระดับปานกลางที่4.9% อย่าง
ไรก็ตาม พิจารณาจากประเด็นแวดล้อมทางเมืองที่เริ่มหวังได้มากขึ้นว่าจะนำมาสู่การเลือกตั้ง ซึ่ง
อาจต่อเนื่องถึงผลดีในอนาคตต่อความมั่นใจในการลงทุนของภาคเอกชนและแผนการลงทุน
ภาครัฐ ที่จะส่งผลดีต่อภาวะการก่อสร้าง จึงมีโอกาสที่ภาวะอุตสาหกรรมอาจเริ่มดีขึ้นในปี 51-52
AYS จึงแนะนำ ถือ จากความคาดหวังต่อปริมาณงานใหม่หลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัว