“แม้จะเป็นเพียงผู้รับเหมาฐานรากภายในประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ แห่ง SEAFCO มีเป้าหมายชัดเจน ที่จะยกระดับบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งแห่งนี้ ก้าวขึ้นเป็นผู้รับเหมาฐานรากนานาชาติ ภายในระยะเวลา 3-5 ปี ” กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ปี 2550 ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลกระทบไปยังธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ต้องปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดต่อไปบริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) แม้จะดำเนินธุรกิจผู้รับก่อสร้างงานฐานราก(เสาเข็ม) และงานโยธาทั่วไป แต่ก็ต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ เป็นกลยุทธ์ที่ ซีฟโก้ นำมาใช้ โดยมีประเทศสิงคโปร์ เป็นจุดเริ่มต้น ก้าวต่อไป(Next Step) ของ ซีฟโก้ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บอกว่า ต้องการยกระดับ ซีฟโก้ จากผู้รับเหมาฐานรากท้องถิ่น(Local Contractor) ขึ้นเป็น ผู้รับเหมาฐานรากนานาชาติ (International Contractor) ณรงค์ บอกเหตุผลของการนำบริษัทออกไปรับงานตลาดยังต่างประเทศ เพราะต้องการหาแหล่งรายได้เพิ่ม จากตอนนี้พึ่งพาเฉพาะตลาดในประเทศด้านเดียว ซึ่งอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรกทรงตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงเพื่อเป็นการรองรับการเติบโตที่ฝ่ายบริหารวางเป้าหมายระยะยาว ยอดขายจะต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า 15%
จุดเริ่มต้นจาก 3 ประสาน
บริษัท ซีฟโก้ เกิดจากการรวมตัวของวิศวกร 3 คน คือ นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ นายทัชชะพงศ์ ประเวศวรารัตน์ และนายทรงศักดิ์ วิสุทธิพิทักษ์กุล โดยบริษัทให้บริการเสาเข็มเจาะ และงานกำแพงกันดิน มีสัดส่วนของงานจากภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่คิดเป็น 87% ที่เหลือเป็นงานภาคราชการ และมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศ(มาร์เก็ตแชร์)อยู่ที่ 45% ซีฟโก้ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2547 ในหมวดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเสนอขายหุ้นไอพีโอหุ้นละ 4 บาท สำหรับผลประกอบการย้อนหลังช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราเติบโตของยอดขายต่อเนื่อง โดยปีแรกจากระดับ 900 ล้านบาท เป็น 1.1 พันล้านบาท ต่อมาปี 2549 เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.3 พันล้านบาท ส่วนปี 2550 ล่าสุดฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่า ยอดขายจะเติบโตมาอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท
ต่างประเทศรายได้แห่งอนาคต
ณรงค์ กล่าวว่า เรายังคงเน้นตลาดในประเทศเป็นตลาดหลัก เพราะเชื่อว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะเข้าที่ ปัจจัยทางการเมืองมีความชัดเจน สามารถเกิดการเลือกตั้งได้ เชื่อว่ากำลังซื้อจะกลับมาโดยเฉพาะอาคารสูง เชื่อว่าความต้องการยังมีอยู่ เพราะทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ที่อยู่อาศัยในเมืองจะมีการตอบรับดี “ตลาดต่างประเทศ จะเป็นแหล่งรายได้เสริม ที่จะหนุนให้บริษัทเติบโตในอนาคต ซึ่งระยะยาว 3-5 ปี คาดหวังว่าสัดส่วนยอดขายต่างประเทศจะขยับขึ้นเป็น 20% ของยอดขายรวม แม้ว่าปีนี้จะมีสัดส่วนไม่สูง แต่มาร์จินดีกว่าโครงการในประเทศ” ณรงค์ กล่าว
เลือกตลาดสิงคโปร์เป็นจุดเริ่มต้น
การที่บริษัทเลือกที่จะรุกเข้าไปในตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดแรก เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทุกอย่างในแถบภูมิภาคเอเชียและทำให้บริษัทมีโอกาสให้ทีมงานทดสอบตลาดต่างประเทศ ซึ่งเริ่มการลงทุนด้วยการรวมลงทุนกับ บริษัท เรียวบิ-คิโช พาร์ทเนอร์ ประเทศสิงคโปร์ จัดตั้งบริษัท ซีฟโก้ เรียวบิ ขึ้นมา และบริษัท ซีฟโก้ ถือหุ้นสัดส่วน 47.5% งานแรกที่ซีฟโก้ได้รับคือ การรับจ้างเฉพาะค่าแรง ในโครงการสร้างกำแพงกันดินระบบไดอะแฟรม วอลล์ ในโครงการ มารินนา เบย์ แซนด์ อินเตเกต เต็ด รีสอร์ท มูลค่ารวม 60 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ซีฟโก้ จะไดรับคือ ส่วนของเงินค่าจ้าง ประมาณ 28 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 120 วัน งานที่บริษัทรวมทุนได้ยื่นประมูล มี 2 โครงการคือ งานก่อสร้างกำแพงดินกั้นน้ำทะเลมูลค่า 900 ล้านบาท และอีก 200 ล้านบาท เป็นงานกำแพงกั้นดินอาคารสูง ซึ่งยื่นประมูลไปแล้วรอฟังผลอยู่ ขณะนี้ให้ทางพันธมิตรเป็นผู้ดำเนินการหางานอื่นๆ ด้วย
หวังมาร์จินงานต่างประเทศชิ้นแรก 30%
เขาบอกว่า งานแรกที่ได้รับเป็นงานที่เราไม่ได้ประมูล แต่ได้จากกลุ่มพันธมิตรที่เป็นบริษัทเจาะเสาเข็มรายใหญ่ในสิงคโปร์ จัดสรรงานบางส่วนมาให้เพราะเครื่องมือเขาไม่พอ เราจะเริ่มทดลองงานประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนที่จะตัดสินใจว่าอาจจะต้องรับงานเพิ่ม ตอนนี้รอดูปริมาณงานก่อนและเตรียมความพร้อมทีมงานให้ดีก่อน ซึ่งบริษัทคาดว่าโครงการนี้จะมีมาร์จินประมาณ 30% เท่าที่ได้คุยกับนักลงทุนสิงคโปร์ มีการประเมินกันว่าแนวโน้มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตปีละประมาณ 40% และน่าจะอยู่ในอัตรานี้ประมาณ 6-7 ปี ดังนั้นจะเห็นว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ และน่าจะเป็นตลาดที่สำคัญของผู้ประกอบการรับเหมาของไทยได้ เพราะปัจจุบันต้นทุนแรงงานของบริษัทไทยต่ำกว่าสิงคโปร์
ใช้สิงคโปร์เป็นฐานต่อยอด
ณรงค์ คาดหวังตลาดที่สิงคโปร์ จะเป็นแหล่งเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ (training Center) ช่วยยกระดับคุณภาพ รวมทั้งสร้างความมั่งคั่งให้บริษัท และยังเป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นๆ สำหรับการต่อยอดธุรกิจในอนาคต ทั้งแถบ เอเชียและยุโรป ตลาดต่างประเทศที่เขาให้ความสนใจอีกคือ ตลาดดูไบและเวียดนาม ซึ่งก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ ได้วางแผนจะให้ทีมงานเข้าไปที่ตลาดดูไบก่อน แต่ทางทีมงานยังไม่พร้อม จึงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าว “ใจผมอยากจะให้ไปที่ตลาดดูไบก่อนเพราะมีงานจำนวนมาก แต่ทีมงานยังไม่พร้อม เพราะยังไม่เคยชินกับสภาพแวดล้อม และรู้สึกไม่มั่นใจทำให้ต้องรอจังหวะ ทั้งๆ ที่มีพันธมิตรที่เป็นชาวดูไบมาขอร่วมลงทุน ตอนนี้มีประมาณ 3 ราย แต่ต้องเลือกให้ดี เพราะความต้องการของเราคือ การเข้าไปเป็นผู้รับเหมาเสาเข็มรายหลักในดูไบ แต่จะเข้าไปก็ต้องอาศัยพาร์ทเนอร์ และคาดว่าในปี 2551 ถึงจะสรุปได้ว่าจะเข้าไปในรูปแบบใด ส่วนที่เวียดนามนั้นคงไม่ง่ายเหมือนสิงคโปร์เพราะหากจะเข้าลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังสูง “ณรงค์ กล่าว ณรงค์ บอกว่าปัจจัยความเสี่ยงของการทำธุรกิจต่างประเทศ อยู่ที่การหาพาร์ทเนอร์ ซึ่งต้องเลือกให้ดีที่สุด เพราะถ้ามีพาร์ทเนอร์ที่ไม่ดีจะทำให้ล้มเหลวได้ รวมทั้งต้องศึกษากฎหมายของแต่ละประเทศให้ดี ซึ่งอาจต้องมีต้นทุนว่าจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำธุรกิจต่างประเทศ
แนวโน้มรับเหมาในไทยครึ่งปีหลังฟื้น
ณรงค์ ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตในระดับ 4% ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา หลังจากวันที่ 19 กันยายน 2549 ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะได้ผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะอสัหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสูง คอนโดมิเนียมในเมือง ยังเติบโตได้ดีกว่าแนวราบ ดังนั้นซีฟโก้ก็ไดัรับอานิสงส์ อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวได้หลังจากมีความชัดเจนเรื่องของการกำหนดวันเลือกตั้งได้
ตั้งเป้ารักษากำไรขั้นต้น 13-15%
ณรงค์ ยืนยันว่า ผลประกอบการงวดครึ่งปีแรก จะเติบโตหากเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 1.1 พันล้านบาท แม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วงซบเซา และเชื่อว่ายอดขายทั้งปีจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ 2.6 พันล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ประมาณ 800 ล้านบาท และในไตรมาส 2/2550 รับรู้ประมาณ 400-500 ล้านบาท รวมถึงไตรมาสนี้รับงานประมูลใหม่อีก 350 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ต่อไป นอกจากนี้มีงานที่อยู่ระหว่างการยื่นประมูล 1.4 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะประมูลได้อีก 600-700 ล้านบาท ซึ่งเตรียมจะประกาศผลประมูลภายในเดือนหน้าประมาณ 100-200 ล้านบาท ส่วนความสามารถของการทำกำไรขั้นต้น ปีนี้ทั้งปีจะยังอยู่ในกรอบ 13-15% ซึ่งปีที่แล้วมีอัตรากำไรขั้นต้น ประมาณ 14% ขณะที่ไตรมาสแรกอยู่ที่ 14.8% และงวดครึ่งปีแรก ยังอยู่ในกรอบที่วางไว้ ทำให้มั่นใจ ทั้งปีจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้
งานต่อหม้อ-โยธาหนุนกำไรแข็งแกร่ง
บริษัท ซีฟโก้ มีส่วนงานอื่นๆ นอกจากการขุดเจาะเสาเข็ม ได้แก่ งานรับเหมาทำต่อหม้อ และงานโยธา สร้างถนน และสะพาน ซึ่งการมีรายได้กระจายในหลายธุรกิจเพื่อที่จะช่วยให้มีรายได้กับกำไรที่แข็งแกร่ง โดยปกติงานขุดเจาะเสาเข็ม มีมาร์จินประมาณ 15-16% ขณะที่งานต่อหม้ออยู่ที่ 10% ส่วนงานโยธา 7%หากงานเสาเข็มลดลง ก็จะหันไปเพิ่มงานต่อหม้อหรืองานโยธา เพื่อไม่ให้รายได้ และกำไรลดลง โดยเฉพาะจะเห็นว่าในปี 2549 ยอดขาย 2.3 พันล้านบาท มีงานต่อหม้อประมาณ 500-600 ล้านบาท ซึ่งเป็น 20%ของยอดขาย แต่ปีนี้เน้นแต่งานเจาะเสาเข็ม เพราะบริษัทไม่ได้รับเหมางานต่อหม้อทุกโครงการทำเฉพาะบางโครงการที่มีโอกาส