…SEAFCO ตั้งเป้า 5 ปีสู่ International Contractor…

10 July, 2007 (10:54) | ข่าวSEAFCO

“แม้จะเป็นเพียงผู้รับเหมาฐานรากภายในประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ แห่ง SEAFCO มีเป้าหมายชัดเจน ที่จะยกระดับบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งแห่งนี้ ก้าวขึ้นเป็นผู้รับเหมาฐานรากนานาชาติ ภายในระยะเวลา 3-5 ปี ” กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ปี 2550 ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลกระทบไปยังธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ต้องปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดต่อไปบริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) แม้จะดำเนินธุรกิจผู้รับก่อสร้างงานฐานราก(เสาเข็ม) และงานโยธาทั่วไป แต่ก็ต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ เป็นกลยุทธ์ที่ ซีฟโก้ นำมาใช้ โดยมีประเทศสิงคโปร์ เป็นจุดเริ่มต้น ก้าวต่อไป(Next Step) ของ ซีฟโก้ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บอกว่า ต้องการยกระดับ ซีฟโก้ จากผู้รับเหมาฐานรากท้องถิ่น(Local Contractor) ขึ้นเป็น ผู้รับเหมาฐานรากนานาชาติ (International Contractor)  ณรงค์ บอกเหตุผลของการนำบริษัทออกไปรับงานตลาดยังต่างประเทศ เพราะต้องการหาแหล่งรายได้เพิ่ม จากตอนนี้พึ่งพาเฉพาะตลาดในประเทศด้านเดียว ซึ่งอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรกทรงตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงเพื่อเป็นการรองรับการเติบโตที่ฝ่ายบริหารวางเป้าหมายระยะยาว ยอดขายจะต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า 15%

จุดเริ่มต้นจาก 3 ประสาน

 บริษัท ซีฟโก้ เกิดจากการรวมตัวของวิศวกร 3 คน คือ นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ นายทัชชะพงศ์ ประเวศวรารัตน์ และนายทรงศักดิ์ วิสุทธิพิทักษ์กุล โดยบริษัทให้บริการเสาเข็มเจาะ และงานกำแพงกันดิน มีสัดส่วนของงานจากภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่คิดเป็น 87% ที่เหลือเป็นงานภาคราชการ และมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศ(มาร์เก็ตแชร์)อยู่ที่ 45% ซีฟโก้ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2547 ในหมวดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเสนอขายหุ้นไอพีโอหุ้นละ 4 บาท สำหรับผลประกอบการย้อนหลังช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราเติบโตของยอดขายต่อเนื่อง โดยปีแรกจากระดับ 900 ล้านบาท เป็น 1.1 พันล้านบาท ต่อมาปี 2549 เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.3 พันล้านบาท ส่วนปี 2550 ล่าสุดฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่า ยอดขายจะเติบโตมาอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท

ต่างประเทศรายได้แห่งอนาคต

 ณรงค์ กล่าวว่า เรายังคงเน้นตลาดในประเทศเป็นตลาดหลัก เพราะเชื่อว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะเข้าที่ ปัจจัยทางการเมืองมีความชัดเจน สามารถเกิดการเลือกตั้งได้ เชื่อว่ากำลังซื้อจะกลับมาโดยเฉพาะอาคารสูง เชื่อว่าความต้องการยังมีอยู่ เพราะทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ที่อยู่อาศัยในเมืองจะมีการตอบรับดี “ตลาดต่างประเทศ จะเป็นแหล่งรายได้เสริม ที่จะหนุนให้บริษัทเติบโตในอนาคต ซึ่งระยะยาว 3-5 ปี คาดหวังว่าสัดส่วนยอดขายต่างประเทศจะขยับขึ้นเป็น 20% ของยอดขายรวม แม้ว่าปีนี้จะมีสัดส่วนไม่สูง แต่มาร์จินดีกว่าโครงการในประเทศ” ณรงค์ กล่าว

เลือกตลาดสิงคโปร์เป็นจุดเริ่มต้น

การที่บริษัทเลือกที่จะรุกเข้าไปในตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดแรก เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทุกอย่างในแถบภูมิภาคเอเชียและทำให้บริษัทมีโอกาสให้ทีมงานทดสอบตลาดต่างประเทศ ซึ่งเริ่มการลงทุนด้วยการรวมลงทุนกับ บริษัท เรียวบิ-คิโช พาร์ทเนอร์ ประเทศสิงคโปร์ จัดตั้งบริษัท ซีฟโก้ เรียวบิ ขึ้นมา และบริษัท ซีฟโก้ ถือหุ้นสัดส่วน 47.5% งานแรกที่ซีฟโก้ได้รับคือ การรับจ้างเฉพาะค่าแรง ในโครงการสร้างกำแพงกันดินระบบไดอะแฟรม วอลล์ ในโครงการ มารินนา เบย์ แซนด์ อินเตเกต เต็ด รีสอร์ท มูลค่ารวม 60 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ซีฟโก้ จะไดรับคือ ส่วนของเงินค่าจ้าง ประมาณ 28 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 120 วัน งานที่บริษัทรวมทุนได้ยื่นประมูล มี 2 โครงการคือ งานก่อสร้างกำแพงดินกั้นน้ำทะเลมูลค่า 900 ล้านบาท และอีก 200 ล้านบาท เป็นงานกำแพงกั้นดินอาคารสูง ซึ่งยื่นประมูลไปแล้วรอฟังผลอยู่ ขณะนี้ให้ทางพันธมิตรเป็นผู้ดำเนินการหางานอื่นๆ ด้วย

หวังมาร์จินงานต่างประเทศชิ้นแรก 30%

เขาบอกว่า งานแรกที่ได้รับเป็นงานที่เราไม่ได้ประมูล แต่ได้จากกลุ่มพันธมิตรที่เป็นบริษัทเจาะเสาเข็มรายใหญ่ในสิงคโปร์ จัดสรรงานบางส่วนมาให้เพราะเครื่องมือเขาไม่พอ เราจะเริ่มทดลองงานประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนที่จะตัดสินใจว่าอาจจะต้องรับงานเพิ่ม ตอนนี้รอดูปริมาณงานก่อนและเตรียมความพร้อมทีมงานให้ดีก่อน ซึ่งบริษัทคาดว่าโครงการนี้จะมีมาร์จินประมาณ 30% เท่าที่ได้คุยกับนักลงทุนสิงคโปร์ มีการประเมินกันว่าแนวโน้มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตปีละประมาณ 40% และน่าจะอยู่ในอัตรานี้ประมาณ 6-7 ปี ดังนั้นจะเห็นว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ และน่าจะเป็นตลาดที่สำคัญของผู้ประกอบการรับเหมาของไทยได้ เพราะปัจจุบันต้นทุนแรงงานของบริษัทไทยต่ำกว่าสิงคโปร์

ใช้สิงคโปร์เป็นฐานต่อยอด

ณรงค์ คาดหวังตลาดที่สิงคโปร์ จะเป็นแหล่งเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ (training Center) ช่วยยกระดับคุณภาพ รวมทั้งสร้างความมั่งคั่งให้บริษัท และยังเป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นๆ สำหรับการต่อยอดธุรกิจในอนาคต ทั้งแถบ เอเชียและยุโรป ตลาดต่างประเทศที่เขาให้ความสนใจอีกคือ ตลาดดูไบและเวียดนาม ซึ่งก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ ได้วางแผนจะให้ทีมงานเข้าไปที่ตลาดดูไบก่อน แต่ทางทีมงานยังไม่พร้อม จึงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าว “ใจผมอยากจะให้ไปที่ตลาดดูไบก่อนเพราะมีงานจำนวนมาก แต่ทีมงานยังไม่พร้อม เพราะยังไม่เคยชินกับสภาพแวดล้อม และรู้สึกไม่มั่นใจทำให้ต้องรอจังหวะ ทั้งๆ ที่มีพันธมิตรที่เป็นชาวดูไบมาขอร่วมลงทุน ตอนนี้มีประมาณ 3 ราย แต่ต้องเลือกให้ดี เพราะความต้องการของเราคือ การเข้าไปเป็นผู้รับเหมาเสาเข็มรายหลักในดูไบ แต่จะเข้าไปก็ต้องอาศัยพาร์ทเนอร์ และคาดว่าในปี 2551 ถึงจะสรุปได้ว่าจะเข้าไปในรูปแบบใด ส่วนที่เวียดนามนั้นคงไม่ง่ายเหมือนสิงคโปร์เพราะหากจะเข้าลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังสูง “ณรงค์ กล่าว ณรงค์ บอกว่าปัจจัยความเสี่ยงของการทำธุรกิจต่างประเทศ อยู่ที่การหาพาร์ทเนอร์ ซึ่งต้องเลือกให้ดีที่สุด เพราะถ้ามีพาร์ทเนอร์ที่ไม่ดีจะทำให้ล้มเหลวได้ รวมทั้งต้องศึกษากฎหมายของแต่ละประเทศให้ดี ซึ่งอาจต้องมีต้นทุนว่าจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำธุรกิจต่างประเทศ

แนวโน้มรับเหมาในไทยครึ่งปีหลังฟื้น

 ณรงค์ ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตในระดับ 4% ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา หลังจากวันที่ 19 กันยายน 2549 ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะได้ผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะอสัหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสูง คอนโดมิเนียมในเมือง ยังเติบโตได้ดีกว่าแนวราบ ดังนั้นซีฟโก้ก็ไดัรับอานิสงส์ อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวได้หลังจากมีความชัดเจนเรื่องของการกำหนดวันเลือกตั้งได้

ตั้งเป้ารักษากำไรขั้นต้น 13-15%

ณรงค์ ยืนยันว่า ผลประกอบการงวดครึ่งปีแรก จะเติบโตหากเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 1.1 พันล้านบาท แม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วงซบเซา และเชื่อว่ายอดขายทั้งปีจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ 2.6 พันล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ประมาณ 800 ล้านบาท และในไตรมาส 2/2550 รับรู้ประมาณ 400-500 ล้านบาท รวมถึงไตรมาสนี้รับงานประมูลใหม่อีก 350 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ต่อไป นอกจากนี้มีงานที่อยู่ระหว่างการยื่นประมูล 1.4 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะประมูลได้อีก 600-700 ล้านบาท ซึ่งเตรียมจะประกาศผลประมูลภายในเดือนหน้าประมาณ 100-200 ล้านบาท ส่วนความสามารถของการทำกำไรขั้นต้น ปีนี้ทั้งปีจะยังอยู่ในกรอบ 13-15% ซึ่งปีที่แล้วมีอัตรากำไรขั้นต้น ประมาณ 14% ขณะที่ไตรมาสแรกอยู่ที่ 14.8% และงวดครึ่งปีแรก ยังอยู่ในกรอบที่วางไว้ ทำให้มั่นใจ ทั้งปีจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้

งานต่อหม้อ-โยธาหนุนกำไรแข็งแกร่ง

บริษัท ซีฟโก้ มีส่วนงานอื่นๆ นอกจากการขุดเจาะเสาเข็ม ได้แก่ งานรับเหมาทำต่อหม้อ และงานโยธา สร้างถนน และสะพาน ซึ่งการมีรายได้กระจายในหลายธุรกิจเพื่อที่จะช่วยให้มีรายได้กับกำไรที่แข็งแกร่ง โดยปกติงานขุดเจาะเสาเข็ม มีมาร์จินประมาณ 15-16% ขณะที่งานต่อหม้ออยู่ที่ 10% ส่วนงานโยธา 7%หากงานเสาเข็มลดลง ก็จะหันไปเพิ่มงานต่อหม้อหรืองานโยธา เพื่อไม่ให้รายได้ และกำไรลดลง โดยเฉพาะจะเห็นว่าในปี 2549 ยอดขาย 2.3 พันล้านบาท มีงานต่อหม้อประมาณ 500-600 ล้านบาท ซึ่งเป็น 20%ของยอดขาย แต่ปีนี้เน้นแต่งานเจาะเสาเข็ม เพราะบริษัทไม่ได้รับเหมางานต่อหม้อทุกโครงการทำเฉพาะบางโครงการที่มีโอกาส

Comments

Comment from trillionaire
Date: July 10, 2007, 11:01 am

หุ้น SEAFCO คึกคักรับกองทุนเพิ่มสัดส่วน

บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) ใช้เวลา 3 ปีหลังจากระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ จนกระทั่ง มูลค่าตลาดรวม(Market Cap)เติบโตขึ้นได้มากกว่าเท่าตัว จากปี 2547 มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 800 ล้านบาท ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 พันล้านบาท โดยเฉพาะช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจนทำสถิติราคาสูงสุดตั้งแต่เข้าตลาดที่ 9.30 บาทต่อหุ้น

ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ ยืนยันว่าราคาหุ้นขึ้นแรง ไม่น่าจะมีรายใหญ่ หรือผู้บริหารของบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องเนื่องจากหุ้นของบริษัทมีการกระจายอยู่ในมือผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมาก และมีพัฒนาการให้เห็นตลอดเวลา จากปีแรกมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ระดับ 1.2 พันราย ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 พันราย

ขณะเดียวกันมีนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนต่างประเทศ จากที่ไม่เคยถือหุ้นของบริษัท ตอนนี้ถือหุ้นขยับขึ้นมามีสัดส่วน 10% เทียบกับจำนวนหุ้นที่จดทะเบียน 215 ล้านหุ้น ถือว่ามีจำนวนน้อย และกระจาย ทำให้ยากต่อการที่รายใหญ่จะเข้ามากำหนดทิศทางของราคาหุ้น

“ราคาหุ้นที่ขึ้นแรงน่าจะเกิดจากรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุน เพราะคาดหวังว่าบริษัทจะจ่ายปันผลในอัตราที่ดีแต่กว่าคณะกรรมการบริษัทจะพิจารณาก็คงเป็นกลางเดือนสิงหาคม หลังจากงบครึ่งปีประกาศ รวมทั้งอาจจะเข้ามาเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 3 ของทุกปีจะเป็นงวดที่ดีที่สุด ซึ่งราคาหุ้นจะสะท้อนพื้นฐานของบริษัทหรือไม่นั้น นักลงทุนจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง และถ้าเต็มมูลค่าตามที่โบรกเกอร์บางแห่งวิเคราะห์ ในที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับลงมา”

ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ถือหุ้นก็ยังถือในสัดส่วน 55% และไม่มีนโยบายจะลดสัดส่วน แม้ว่าที่ผ่านมามีการทยอยขายจากที่เคยถือหุ้นระดับ 70% เพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้น อย่างไรก็ตามการที่บริษัทกำหนดเป้าหมายก้าวขึ้นไปสู่ International Contractor จะต้องเติบโตทั้งรายได้ กำไร และฐานทุน ซึ่งบริษัทวางแผนระยะยาว 2-3 ปี อาจจะต้องเพิ่มทุน เพื่อให้บริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น

ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ 15 แห่ง ส่วนใหญ่แนะนำให้ซื้อ หรือถือหุ้นซีฟโก้ โดยมีกรอบราคาตามมูลค่าพื้นฐานระหว่าง 7.30-12 บาท

บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุ แนะนำให้ซื้อและให้ราคาพื้นฐานที่ 9.64 บาทต่อหุ้น เนื่องจากรับงานแรกที่สิงคโปร์ได้เม็ดเงิน 28 ล้านบาท

แม้งานที่ได้รับจะมีมูลค่าที่ยังไม่มาก แต่ตลาดสิงคโปร์นั้นน่าสนใจ ตามที่บริษัทได้ให้ข้อมูล พบว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โต 40% และมีงานใหญ่ๆ รอประมูลอีกมาก

ทั้งนี้เห็นว่าการที่บริษัทรุกไปยังงานต่างประเทศ ก็เพื่อการเติบโตต่อเนื่องในปี 2551 เพราะโอกาสที่จะทำรายได้ตามประมาณการปี 2550 นั้นไม่ยากแล้ว งานในมือที่มีอยู่ตั้งแต่ต้นปี 2550 ถึงปัจจุบันเป็น 1,511 ล้านบาท แสดงว่าต้องมีการประมูลงานก่อสร้างได้ และรับรู้รายได้ทันปีนี้อีก 1,138 ล้านบาท จึงจะบรรลุรายได้ตามเป้าหมายปีนี้

ขณะที่บทวิเคราะห์บล.กรุงศรีอยุธยา แนะนำ ‘ถือให้ราคาพื้นฐาน ที่ 9.10 บาท จากการเข้าพบผู้บริหารล่าสุด สรุปยังไม่มีประเด็นความคืบหน้าใหม่

สำหรับบริษัท ซีฟโก้ ซึ่งมุมมองจัดเป็นหุ้นในกลุ่มรับเหมาที่เหมาะสมกับการลงทุนในระยะยาวทั้งในแง่การเติบโต และให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ราคาหุ้นในตลาดได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้วกระทั่งเต็มมูลค่าเทียบกับราคาพื้นฐาน

ด้านบท บล.โกลเบล็ก แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมของปีนี้ที่ 10 บาท เพราะคาดผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งเป็นปกติของบริษัทที่ผลการดำเนินงานมักชะลอตัวในไตรมาสสองเนื่องจากไตรมาสนี้มีจำนวนของวันหยุดมากทั้งวันสงกรานต์ วันแรงงาน ทำให้แรงงานบางส่วนหยุดทำงานเพื่อกลับบ้านประกอบกับเป็นช่วงของฤดูฝนซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้าง

งานฐานรากจึงทำให้หลายโครงการมีความคืบหน้าในการก่อสร้างค่อนข้างน้อยขณะเดียวกันก็มีการเลื่อนบางโครงการที่บริษัทคาดว่าจะส่งมอบงานในไตรมาสนี้ออกไปเนื่องจากติดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม (EIA) อาทิเช่น โครงการ THE WIN และโครงการ ออคัสตัน คว้างานกำแพงดินในสิงคโปร์ ก้าวแรกสู่งานต่างประเทศ

ส่วนงานก่อสร้างในสิงคโปร์ที่กลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปอีก 4-5 ปีข้างหน้า ด้วยข้อจำกัดในพื้นที่ของสิงคโปร์ทำให้การก่อสร้างอาคารส่วนใหญ่มักจะสร้างห้องใต้ดินจำนวนมากดังจะเห็นได้จากการก่อสร้างกาสิโนที่มีมูลค่างานฐานรากอย่างเดียวสูงกว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการก่อสร้างอาคารในประเทศไทยจะมีงานฐานรากเพียง 200-500 ล้านบาท

Comment from alien Flu
Date: June 13, 2008, 5:20 pm

หวัดดีคับ เข้ามาทัก ช่วงนี้กำลังจะศึกษาแนวทาง VI แนะนำด้วยนะครับ

Write a comment