บล.ฟาร์อีสท์ : SEAFCO แนะนำ“ถือ”

26 June, 2007 (10:27) | บทวิเคราะห์ | No comments

 การที่ SEAFCO มีการประกาศรับงานก่อสร้างกำแพงกั้นดินไดอะแฟรม วอลล์ มูลค่า
2.69 ล้านเหรียญสิงคโปร์ คิดเป็นเงินไทยที่อัตราแลกเปลี่ยน  22.03 บาท/เหรียญสิงคโปร์ ได้
60.00 ล้านบาท เป็นสัดส่วนของซีฟโก้ประมาณ 28 ล้านบาท (เราคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ใน
3Q50 เป็นต้นไป) นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มรับงานในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งจาก
การเข้าพบผู้บริหาร ทำให้เราได้ทราบถึงโอกาสที่ SEAFCO จะได้รับงานกำแพงกั้นดินใน
สิงคโปร์ยังมีโอกาสอีกมาก ทั้งจากโครงการมารินา เบย์ แซนด์ อินเตเกตเต็ดรีสอร์ท ที่มีมูลค่า
โครงการเฉพาะส่วนงานโยธาถึง 14,000 ล้านบาท รวมถึงงานก่อสร้างกำแพงกั้นดินในโครงการ
อสังหาริมทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์ ที่คาดว่าจะพลิกกลับมาเติบโตได้อย่างมากในช่วง 4-5 ปีข้าง
หน้าได้ ซึ่งจะเป็นส่วนที่จะเข้ามาช่วยเสริมรายได้ของ SEAFCO ในอนาคตได้ นอกจากนี้
SEAFCO ยังวางแผนที่จะเข้าไปรับงานก่อสร้างที่ดูไบ และเวียดนามเพิ่มเติมในอนาคตอีกด้วย

วันหยุดมาก + งานใหม่น้อย จึงคาดว่าผลการดำเนินงาน 2Q50 ปรับลดลง QoQ
                ผลจากการที่การเมืองในประเทศมีปัญหา รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ปรับตัว
ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีงานประมูลออกมาค่อนข้างน้อยในช่วง 2Q50 (มีการเซ็นสัญญารับ
งานใหม่เข้ามาประมาณ 250 ล้านบาท VS 350 ล้านบาทใน 1Q50) อีกทั้งงานที่มีการเซ็น
สัญญาในงวด 2Q50 จำนวน 3 งานมีปัญหาเรื่องใบอนุญาตสิ่งแวดล้อม ทำให้การก่อสร้างต้องช้า
กว่ากำหนด ทำให้รายได้ในช่วง 2Q50 ของ SEAFCO จะขึ้นอยู่กับงานที่ยกมาทำต่อเนื่องจาก
1Q50 เป็นหลัก และเมื่อรวมกับในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. ที่ผ่านมามีวันหยุดค่อนข้างมากและมี
ฝนตกค่อนข้างถี่ ทำให้เราคาดว่ารายได้และกำไรสุทธิของ SEAFCO ใน 2Q50 จะทรงตัวจาก
2Q49 โดยมีรายได้ 457 ล้านบาท ลดลงถึง 35.54% QoQ และมีกำไรสุทธิ 30 ล้านบาทลดลง
49.81% QoQ 
ยังมั่นใจในผลประกอบการปี 50 แต่ราคาหุ้นรับรู้ไปแล้ว แนะนำเพียง “ถือ”
                ปัจจุบัน SEAFCO กำลังรอประกาศงานใหม่เพิ่มอีกประมาณ 200 ล้านบาท และอยู่
ระหว่างประมูลงานอยู่อีกกว่า 1,000 ล้านบาท ทำให้เรายังคงมั่นใจว่ารายได้ในปี 50 ที่ 2,537
ล้านบาท ยังคงเป็นไปได้แม้ว่าประมาณการรายได้ในช่วง 1H50 ที่เราคาดไว้จะคิดเป็นเพียง
46% ของรายได้ปี 50 ที่เราคาดไว้เท่านั้น ส่วนกำไรสุทธิเรายังคงคาดไว้ที่ 189 ล้านบาทเหมือน
เดิม (Fully Diluted EPS = 0.88 บาท) ทั้งนี้ราคาหุ้นของ SEAFCO ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นมา
อย่างต่อเนื่องซึ่งคาดว่าเกิดจากความคาดหวังถึงผลการดำเนินงานในปี 50 ที่จะยังคงขยายตัวได้
อย่างต่อเนื่องรวมถึงผลดีจากการรับงานยังต่างประเทศ แต่ราคาหุ้นปัจจุบันสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานปี
50 ที่เราคาดไว้แล้ว (8.80 บาท อิงกับ Prospective PER ที่ระดับ 10 เท่า) อีกทั้ง SEAFCO
ยังมีความเสี่ยงจากการที่ต้องเซ็นสัญญารับงานใหม่เข้ามาให้ทันงานที่ส่งมอบ ขณะที่งานต่าง
ประเทศ ยังเป็นเพียงรายได้เสริมเท่านั้น ยังไม่ใช่รายได้หลักของ SEAFCO แต่อย่างใด เราจึง
เปลี่ยนคำแนะนำจาก “ซื้อเก็งกำไร” เหลือเพียง “ถือ”  เท่านั้น

…เด็กแนว:SEAFCO…

26 June, 2007 (10:26) | บทวิเคราะห์ | No comments

SEAFCO คงต้องปรบมือกันอีกแล้วสำหรับหุ้นเสาเข็มพื้นฐานแกร่งที่นอกจากราคาจะไม่ลงง่าย แถมมีแรงดันมหาศาลกระชากราคาผ่าน 9 บาทไปได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกองทุนแห่ซื้อ เหมือนฝรั่งร่วมวง ถึงทำให้ปริมาณ volume ทะลักบานตะไท เด็กแนวได้มีโอกาสพบคุณพี่ณรงค์คนขยันแล้ว ซักไซ้ไล่ล้วง ก็ไม่ได้ยอมแพร่งพรายอะไรได้แต่นั่งยิ้มว่าผลงานดี แต่ก็บอกท่านพี่ไปว่าอะไรที่ไม่บอกไม่เป็นไร แต่ถ้าเด็กแนวถามแล้วพี่ไม่ส่ายหน้าเป็นอันว่ายอมรับแล้วกัน เมื่อเล่นมุกนี้ก็ยิงคำถามเป็นชุด ทั้งโอกาสได้พาร์ทเนอร์เพิ่มเป็นดูไบ เวียดนาม หลังจากได้สิงคโปร์ไปแล้ว พี่ก็นั่งนิ่งไม่ส่ายหน้า ส่วนโอกาสรับงานเพิ่มในสิงคโปร์นั้นก็มีความเป็นไปได้สูง หลังจากรับก้อนแรกมา 60 ล้านบาท นอกจากนี้เตรียมประมูลงานของ กทม อีกกว่าพันล้านบาท และเตรียมจะประกาศมูลค่างานเพิ่มอีกหลายร้อยล้าน ทั้งหมดนี้พี่ไม่ได้ตอบเด็กแนวเลย ได้แต่นั่งนิ่ง เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าโอแล้วกันนะกร๊าฟ ราคาขึ้นแรงอย่างนี้ไม่ใช่ธรรมดาเพราะย้ายฐานจาก 8.5 ไป 9 โดยปริยาย จากนี้ไปคนที่รอคอย มาเนิ่นนานก็ได้ยิ้มปากกว้าง เพราะราคา new high ซึ่งกะลังลุ้นว่าเป้าหมาย 12 บาทของเด็กแนวอาจเป็นจริง ใครขายก่อนขอให้รวยน้อยกว่าคนขายทีหลังนะตะเอง

…บล.ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค SEAFCO ให้ซื้อเก็งกำไร…

26 June, 2007 (10:10) | บทวิเคราะห์ | No comments

ราคาปิด   9.10 บาท
แนวรับ     8.85 บาท
แนวต้าน   9.30 , 9.50 บาท
พื้นฐาน    8.50 บาท

TECHNICAL
        สัญญาณทางเทคนิค เนื่องจากกราฟรายวันและรายนาทีมีสัญญาณเป็นบวก และยังยืนเหนือ
เส้นค่าเฉลี่ย 5 วันที่ 8.55 บ.ได้ มีโอกาสปรับขึ้น โดยมีแนวต้านแรกที่ 9.30 บ.และแนวต้านถัด
ไปที่ 9.50 บ.ตามลำดับ ดังนั้น ซื้อเก็งกำไรสั้นๆได้ เพื่อขายบริเวณแนวต้าน หากอ่อนตัวลงมา
ทยอยรับได้บริเวณ 8.85 บ.

…บล.โกลเบล็ก : SEAFCO แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมของปีนี้ที่ 10 บาท…

26 June, 2007 (10:10) | บทวิเคราะห์ | No comments

คาดผลประกอบการ 2Q50 ชะลอตัว : เราคาดว่า SEAFCO
จะมีผลการดำเนินงานสำหรับ 2Q50 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่
ผ่านมาซึ่งเป็นปกติของบริษัทที่ผลการดำเนินงานมักชะลอตัวใน
ไตรมาสสองเนื่องจากไตรมาสนี้มีจำนวนของวันหยุดมากทั้งวัน
สงกานต์ วันแรงงาน ทำให้แรงงานบางส่วนหยุดทำงานเพื่อกลับ
บ้านประกอบกับเป็นช่วงของฤดูฝนซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้าง
งานฐานรากจึงทำให้หลายโครงการมีความคืบหน้าในการ
ก่อสร้างค่อนข้างน้อยขณะเดียวกันก็มีการเลื่อนบางโครงการที่
บริษัทคาดว่าจะส่งมอบงานในไตรมาสนี้ออกไปเนื่องจากติด
ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม (EIA) อาทิโครงการ The Win และ
โครงการ ออคัสตัน
      คว้างานกำแพงดินในสิงคโปร์ก้าวแรกสู่งานต่างประเทศ : งาน
ก่อสร้างในสิงคโปร์ที่กลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปีที่ผ่าน
มาและคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปอีก 4 - 5 ปีข้างหน้า ด้วย
ข้อจำกัดในพื้นที่ของสิงคโปร์ทำให้การก่อสร้างอาคารส่วนใหญ่
มักจะสร้างห้องใต้ดินจำนวนมากดังจะเห็นได้จาก การก่อสร้าง
คาสิโนที่มีมูลค่างานฐานรากอย่างเดียวสูงกว่า 14,000 ล้านบาท
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการก่อสร้างอาคารในประเทศไทยจะมี
งานฐานรากเพียง 200 - 500 ล้านบาท นอกจากนี้สิงคโปร์ยังมี
โครงการที่จะก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินอีกด้วยในปี 51 ซึ่งจะทำให้
งานฐานรากในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นการที่ SEAFCO
ได้งานก่อสร้างกำแพงดินมูลค่า 28 ล้านบาทแม้จะเป็นเพียงงานที่
มีมูลค่าน้อยแต่คาดว่าจะเป็นก้าวสำคัญที่นำพา SEAFCO ใปสู่
งานก่อสร้างโครงการอื่นๆในอนาคต
      คงประมาณการณ์รายได้และกำไรสุทธิปี 50 ตามเดิม : ปี 50 เรายัง
มองว่า SEAFCO จะมีผลการดำเนินงานที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่
ผ่านมา เนื่องจากฐานการเติบโตที่ค่อนข้างสูงในปีที่ผ่านมา
ประกอบกับปีนี้มีงานก่อสร้างค่อนข้างน้อย แม้ครึ่งปีหลังคาดว่าจะ
มีงานของ กทม. ทยอยเปิดประมูลแต่ด้วยโครงการดังกล่าวเป็น
งานของภาครัฐดังนั้นคาดว่าจะเริ่มงานก่อสร้างได้ในช่วงต้นปี 51
โดยเรายังคงคาดรายได้ปี 50 ประมาณ 2,317 ล้านบาทเพิ่มขึ้น
1%yoy และคาดกำไรสุทธิประมาณ 165 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 2%yoy
อย่างไรก็ตามเราคาดว่าบริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่กลับมา
เติบโตอย่างมากในปี51 ตามงานก่อสร้างที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นทั้งงาน
กทม.และการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าที่น่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี
51 โดยเราคาดกำไรสุทธิปี 51 ประมาณ 193 ล้านบาทเพิ่มขึ้น
17%yoy
      แนะนำ “ซื้อ”เป้าหมายปี 50 : 10 บาท : ณ ราคาปิดล่าสุด 9.10
บาทคิดเป็น PER ในปัจจุบันที่ 11.6 เท่า โดยเราประเมินมูลค่า
พื้นฐานโดยอิง Historical PER ที่ 13 เท่าจะได้ราคาเหมาะสมของ
ปีนี้ที่ 10 บาท

…บล.ฟินันซ่า : SEAFCO แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายสิ้นปี 07 ที่ 9.71…

26 June, 2007 (10:08) | บทวิเคราะห์ | No comments

งบ 2Q ไม่น่าประทับใจ สวนทางราคาหุ้น “ถือ”
คาด 2Q07 กำไรทรงตัว YoY แต่ทรุด 53% QoQ เพราะฝนตก

        ทั้งวันหยุดเยอะและฝนตกเร็ว & มากกว่าปกติ ทำให้การรับรู้รายได้ใน 2Q07 จะอยู่ที่เพียง
445ลบ. ลดลงถึง 37% QoQ ซึ่ง 2Q ถือว่าเป็น low season ที่สุดของ SEAFCO ในการทำ
งานเสาเข็ม แต่หากตัดผลกระทบของฤดูกาลออกไป รายได้ทรงตัว YoY สำหรับโครงการที่ทำ
รายได้หลักมาจากโครงการมิลเลนเนี่ยม ทาวเวอร์, เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา, โรงแรมสยามแคม
ปินสกีและอาคารราชดำริ ทาวเวอร์ ในขณะที่ GPM คาดว่าจะลดลงเหลือ 13.8% (vs. 14.9%
1Q07)เนื่องจากรับรู้รายได้น้อย แต่ค่าใช้จ่ายประจำประเภทค่าโสหุ้ย (overhead costs) ไม่
เปลี่ยนแปลง เท่า ส่วน SG&A น่าจะใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนที่ 23 ลบ. (-4% QoQ & +13%
YoY) สุดท้ายอัตราภาษีจ่ายอยู่ที่ระดับปกติ 25% ส่งผลให้กำไรสุทธิใน 2Q07 อยู่ที่เพียง 29 ลบ.
ลดลงถึง 53% QoQ แต่ทรงตัวหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

Backlog เหลือน้อย มุ่งรับงานเพิ่มทั้งใน & ตปท.
      ล่าสุดบริษัทฯมีงานในมือที่ยังไม่รับรู้รายได้หรือ Backlog อยู่ที่ 831 ลบ. (ยังไม่ได้หักการรับ
รู้รายได้ใน 2Q07) ซึ่งคิดเป็น 60% ของประมาณการรายได้ทั้งปีนี้ของเราที่ 2.53 พันลบ. นั่น
หมายความว่ารายได้ปีนี้ไม่น่าเป็นห่วง แต่จะเหลือไปถึงปีหน้าแค่ 40% หากไม่มีงานใหม่เข้ามา
ดังนั้นในช่วง 2H07 SEAFCO จึงต้องเดินหน้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง สำหรับงานในประเทศ
ได้ยื่นประมูลงานภาคเอกชนไปแล้วมูลค่า 1 พันลบ. เป็นงานอาคารสำนักงาน โรงแรม และ
ศูนย์การค้า ซึ่งในจำนวนนั้นคาดว่าจะชนะและได้งานเพิ่มอีก 200 ลบ. ส่วนงานโยธาของกทม.
อีก 16 โครงการ มูลค่ารวม 2 หมื่นลบ. ที่จะกลับมาเปิดประมูลใหม่ในปีนี้ SEAFCO หวังจะได้
งานเพิ่มอีก 1-2 พันลบ. สำหรับงานในต่างประเทศ บริษัทฯพุ่งเป้าไปที่สิงคโปร์ก่อน โดยงานแรก
แล้วเป็นงานกำแพงกันดินของโครงการมารินาเบย์แซนด์ แม้มูลค่าจะไม่มากคือแค่ 28.5 ลบ. แต่
ยังหวังจะได้งานต่อเนื่องอีกโดยเฉพาะในส่วนของงานฐานรากจากโครงการดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าสูง
ถึง 1.4 หมื่นลบ. ดังนั้นขึ้นอยู่กับฝีมืองานแรกที่ได้ทำว่าดีขนาดไหน ถ้าประสบความสำเร็จก็มี
โอกาสที่ main contractor จะส่งงานต่อเนื่องให้ นอกจากสิงคโปร์แล้ว ดูไบและเวียดนามก็อยู่ใน
ลิสต์ที่ SEAFCO สนใจ
ราคาวานนี้พุ่งมาทำ new high และใกล้เป้าเราแล้ว แค่ “ถือ”
      ราคาหุ้นขึ้นมา 9.6% จากที่เราออกบทวิเคราะห์แนะนำซื้อไปเมื่อวันที่ 15 พ.ค. จนราคาวาน
นี้มาทำ new high ตั้งแต่เข้าตลาดฯมาปิดที่ 9.10 บาท เหลือ upside แค่ 6.7% จากราคาเป้า
หมายสิ้นปี 07 ของเราที่ 9.71 บาท (PE 10x) เราจึงปรับลดคำแนะนำเหลือ “ถือ” เพื่อรอรับเงิน
ปันผลระหว่างกาลสำหรับกำไรงวด 1H07 ที่ 0.21 บาท ส่วน FY 07 จ่าย 0.45 บาท Yield 5%
ต่อปี

…โบรกฯแนะลงทุนหุ้น”ซีฟโก้”ชี้โตต่อเนื่องปันผลดี…

22 June, 2007 (08:59) | บทวิเคราะห์ | No comments

โบรกฯฟินันซ่าฯแนะซื้อลงทุนหุ้นซีฟโก้ อัตราเติบโตต่อเนื่องและปันผลดี ชี้อานิสงส์ยอดคอนโดฯพุ่ง หนุนงานในมือกว่า 1,500 ล้านบาท ยังไม่รวมงานจ่อคิวประมูล ทั้งเอกชนและโครงการของ กทม. ส่วนบริษัทร่วมทุนในสิงคโปร์จะรับรู้รายได้ทันทีตั้งแต่ Q3 อีก 100 ล้านบาท ส่งผลทำให้ รายได้ปีนี้ 2,600 ล้านบาทได้ไม่ยากนายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ รองประธานกรรมการ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) “SEAFCO” เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้ลงทุนร่วมกับพันมิตรทางสิงคโปร์ตั้งบริษัท ซีฟโก้-เรียวบิ จำกัด มูลค่า 3 ล้านบาท ในส่วนที่บริษัทถืออยู่ 47.5% จะเข้าไปรับเหมาช่วงตอกเสาเข็มและก่อกำแพงกันดินในโครงการก่อสร้างกาสิโนมูลค่าประมาณ 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ประเทศสิงคโปร์ 2 แห่ง โดยจะเข้าประมูลรับงานก่อสร้างประมาณไตรมาสที่ 3 ปีนี้ และหลังจากส่งเครื่องจักร 2 ตัว บริษัทจะรับรู้รายได้ทันทีประมาณ 100 ล้านบาท

“จากงานที่เพิ่มขึ้นในส่วนสิงคโปร์จะทำให้ รายได้ปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 2,600 ล้านบาท โตเฉลี่ย 15% ไม่น่าจะมีปัญหา โดยเฉพาะการเข้าไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ช่วงนี้ถือว่าเป็นธุรกิจที่กำลังบูมมาก หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อช่วงปี 2540 สิงคโปร์ก็ไม่มีโครงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เลย จนไตรมาสที่ 3 ปี 2549 จึงเริ่มมีการก่อสร้างกาสิโน 2 แห่ง ทำให้พื้นที่ใกล้เคียงบริเวณรอบกาสิโนมีความต้องการจะสร้างชุมชน อาคาร เพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง ที่สำคัญสิงคโปร์ยังมีกฎหมายระบุชัดเจนว่าผู้จ้างต้องจ่ายเงินให้ผู้ว่าจ้างภายใน 60 วัน จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการเก็บเงินล่าช้า” นายณรงค์กล่าว

รองประธานกรรมการ บริษัทซีฟโก้กล่าวว่า สำหรับการรับงานภายในประเทศ บริษัทยังมีโครงการที่อยู่ในมือจากปี 2549 ประมาณ 900 กว่าล้านบาท และได้เพิ่มอีก 600 กว่าล้านบาท โดยไตรมาสแรกของปีได้ส่งมอบงานไปแล้ว 720 ล้านบาท รวมทั้งปัจจุบันอยู่ระหว่างประมูลงานใหม่มูลค่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานก่อสร้างคอนโดมิเนียมตามไลฟ์สไตล์ของคน ที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ในเดือน ก.ค.2550 ยังเตรียมที่จะเข้าไปรับงานประมูลของกรุงเทพฯที่มีทั้งหมด 16 โครงการ โครงการละ 1,000 กว่าล้านบาท ซึ่งได้ร่วมมือกับผู้รับเหมาหลัก คาดว่าน่าจะได้ 1-2 โครงการเป็นอย่างต่ำ

“แม้ว่าบริษัทจะเน้นงานภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ จากมาร์จิ้นสูงกว่าประมาณ 14.88% และรับ-ส่งงานก็เร็วกว่าแต่ก็ไม่ทิ้งงานภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการภาครัฐอย่างรถไฟฟ้าทางบริษัทก็ต้องเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้รับช่วงอยู่ด้วย แต่เชื่อว่าภายในปีนี้คงยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งเป็นผลดีต่อบริษัทที่จะมีงานในมือไปถึงปี 2551″

นายณรงค์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐบาลออกมายอม รับว่ามีส่วนช่วย แต่ออกมาผิดช่วงเวลาในขณะที่ประเทศกำลังมีปัญหา ทำให้มาตรการไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งในส่วนของบริษัทโชคดีว่าเป็นงานฐานรากที่ใช้เวลา 1-2 เดือนก็พร้อมส่งงาน บวกกับโครงการคอนโดมิเนียมเป็นที่ต้องการจึงทำให้ มีอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็มองหาการลงทุนในประเทศดูไบไว้ด้วย เพราะเป็นประเทศที่มีกำลังความต้องการอสังหาริมทรัพย์สูง แต่คงต้องใช้ระยะเวลา 1-2 ปีเพื่อศึกษาลู่ทางก่อน

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันซ่าฯ ได้ วิเคราะห์หุ้นซีฟโก้โดยแนะนำให้ซื้อลงทุน จาก ศักยภาพการเติบโตเฉลี่ยปีละ 21% บวกกับเงินปันผลเฉลี่ย 5-6% ต่อปี ไม่รวมกับเซ็นสัญญาก่อสร้างที่เซ็นไปแล้ว 17 โครงการ มูลค่า 594 ล้านบาท ทำให้การประมาณการรายได้ของปีนี้ 2,530 ล้านบาทไม่น่าเป็นห่วง

ที่สำคัญในปีหน้าบริษัทตั้งเป้ามีงานเข้ามา 1,100 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงต้องมีการเซ็นสัญญาเข้ามามูลค่า 2,700 ล้านบาท ซึ่ง บล.ฟินันซ่าฯ เชื่อว่าจะสามารถทำได้ จากความต้องการเสาเข็มในงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม ส่วนความเสี่ยงในการชำระราคาของลูกค้าถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดีเพราะงานเสาเข็มและวางรากฐานเป็นงานต้นมือ ทำให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระต่ำ

…SEAFCOลุ้นรับงานเพิ่มพันล้านตั้ง”ซีฟโก้เรียวบิ”ลุยสิงคโปร์ …

18 June, 2007 (13:41) | ข่าวSEAFCO | No comments

SEAFCO เตรียมรับรู้รายได้จาก ซีฟโก้-เรียวบิ ภายในปี 50 มั่นใจได้งาน Q3/50 ส่งผลจ่อปรับเป้ารายได้ให้มากกว่า  2,600 ล้านบาท สิ้นไตรมาส 2/50 เชื่อธุรกิจอสังหาฯในสิงคโปร์โตอีก   40%  เผยแผนระยะยาว  เตรียมลุยงานดูไบ-เวียดนาม  หากประเทศแรกรุ่ง    หากITD-CK   ชนะประมูลรถไฟฟ้า   บริษัทจะรับผลดีด้วย   เหตุจะช่วยให้ได้งานเพราะเป็นซับคอนแทค

นายณรงค์  ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO  กล่าวว่า  บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับบริษัท เรียวบิ-คิโซ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเรียวบิ-คิโซ  แห่งประเทศญี่ปุ่น  เพื่อจัดตั้งบริษัท ซีฟโก้-เรียวบิ จำกัด ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการงานด้านกำแพงดินประเภท Diaphragm Wall ในประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 300,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดย SEAFCO ถือหุ้นอยู่สัดส่วน 47.5% ซึ่งจะจดทะเบียนบริษัทฯ ในสิงคโปร์ในเดือน มิถุนายน 2550

ทั้งนี้ซีฟโก้-เรียวบิ อยู่ระหว่างเข้าร่วมประมูลงาน 2-3 งานคือ 1.งานวางกำแพงดินสร้างเขื่อน  มูลค่ารวม 900 ล้านบาท 2.งานวางกำแพงดินสร้างอาคารสูง มูลค่ารวมโครงการ  200  ล้านบาท และยังมีงานประมูลสร้างอาณาจักรคาสิโน อินทริเกรทเต็ด รีสอร์ต มูลค่ารวมโครงการ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง ซีโก้-เรียวบิจะเป็นผู้ดำเนินการวางกำแพงดินในแต่ละโครงการ

“คาดว่าปี  50 ธุรกิจอสังหริมทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์ จะมีอัตราการเติบโตที่สูงอีกกว่า 40% โดยเป็นผลสจากการก่อสร้างอาณาจักรคาสิโน อินทริเกรทเต็ด รีสอร์ต และยังมีโครงการอื่นๆ อีกมาก”นายณรงค์ กล่าว

โดยเชื่อว่าไตรมาส 3/50 SEAFCO จะสามารถรับงานที่ประเทศสิงคโปร์ได้หลังจากได้ตั้งบริษัทใหม่ เชื่อว่าจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น และอาจจะทำให้รายได้โตมากกว่าเป้าหมายที่เคยแถลงไว้ 2,600 ล้านบาท หรือเติบโต 15% ในปี 50

อย่างไรก็ตาม SEAFCO มีแผนของบริษัทฯในระยะยาวจะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อนำรายได้กลับเข้ามาในประเทศไทย และเพื่อรองรับการเปิดเสรีที่จะมีขึ้นในอนาคตล่าสุดได้เข้าไปรุกงานในประเทศสิงคโปร์และต่อไปคาดว่าจะไปที่ประเทศดูไบ ซึ่ง SEAFCO จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในดูไบแน่นอน แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเข้าไปดำเนินการเมื่อไหร่และคาดว่าต่อไปจะไปเวียดนามด้วย

“ซีฟโก้-เรียวบิได้ประมูลงานไว้ 2-3 โครงการแล้ว จากนั้นบริษัทฯคงจะรอดูว่าผลการดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ซึ่งประเทศต่อไปที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนคือดูไบ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความพร้อมในหลายๆด้านและจะต้องใช้แรงงานที่ไม่ใช่คนจากประเทศไทย และประเทศต่อไปที่มองไว้คือประเทศเวียดนาม”นายณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้  บริษัทฯ เตรียมจะทบทวนเป้าหมายรายได้อีกครั้งหนึ่งสิ้นไตรมาส 2/50 เพื่อพิจารณาถึงภาวะทางเศรษฐกิจว่ามีผลกระทบต่อบริษัทฯ หรือไม่ รวมถึงงานต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้รับเข้ามา ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในทุกไตรมาสเป็นปกติอยู่แล้ว ปัจจุบันในไตรมาส 2/50 บริษัทยังได้ยื่นประมูลงานใหม่และอยู่ระหว่างรอการประมูลมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

“เราไม่ห่วงในไตรมาส 2 นี้เพราะเรายังมี Backlog ที่ยังรอรับรู้รายได้อยู่ และQ 3 จะมาประเมินอีกครั้ง เราก็ไม่ห่วงเพราะว่าเรารอผลประมูลงานใหม่อีก 1,000 ล้านบาทหากประมูลได้บริษัทฯ คงจะได้มูลค่างานเพิ่มเข้ามาอีกประมาณ 500 ล้านบาท

สำหรับปัจจุบันบริษัทฯ มีมูลค่าโครงการที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ประมาณ 800ล้านบาท   ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงที่เหลือของปีนี้แต่อาจจะรับรู้มากในไตรมาส  2/50  ส่วนแนวโน้มรายได้ไตรมาส  2  จะดีกว่าไตรมาสแรกหรือไม่ ต้องประเมินอีกครั้งในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

SEAFCO มั่นใจว่าจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้ใกล้เคียงกับปี 2549 ซึ่งอยู่ที่ 14.7-14.8% แต่ปัจจุบันยังบอกชัดเจนไม่ได้ว่าจะอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าจากการตั้งบริษัทร่วมทุนในสิงคโปร์น่าจะทำให้บริษัทฯมี Gross Margin ที่ดีขึ้น เพราะงานวางฐานรากในประเทศสิงคโปร์น่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 20%

ทั้งนี้ หากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) และบริษัท ช.การช่าง  จำกัด (มหาชน) (CK) ชนะประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) ที่รัฐบาลจะเปิดประมูลในเดือน ก.ค.นี้ จะทำให้บริษัทฯ ได้รับผลดีตามไปด้วย เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทนี้เป็นลูกค้าของ SEAFCO

ดังนั้นในส่วนงานของฐานราก  SEAFCO น่าจะเข้าไปทำในส่วนนี้ได้ เพราะที่ผ่านมาบริษัทฯ  ก็เป็นผู้รับงานช่วงต่อ (ซับคอนแทค) จาก 2 บริษัทนี้อยู่แล้ว และที่ผ่านมาบริษัทฯ ก็เคยทำงานวางฐานรากให้กับรถไฟฟ้าใต้ดินที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

นายณรงค์ กล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ ส่วนจะจ่ายได้ในอัตราเท่าไหร่จะต้องรอดูผลประกอบการในไตรมาส2/50 ก่อน

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทฯ มีกำไรสุทธิถึง 60.45 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่เท่ากันกับครึ่งปีที่แล้วที่บริษัทฯ มีกำไรสุทธิประมาณ 60 ล้านบาท และบริษัทฯ ได้จ่ายปันผลระหว่างกาลผู้ถือหุ้นไป 0.12 บาท

“ปีที่แล้ว 2 ไตรมาสแรกเรามีกำไรสุทธิประมาณ 60 ล้านบาท และจ่ายปันผล 0.12 บาท  แต่ปีนี้แค่ไตรมาสแรกเราก็มีกำไรสุทธิ  60 ล้านบาท จึงคิดว่าจะจ่ายปันผลระหว่างกาลได้ แต่จะให้เท่าไหร่ต้องรอสิ้นไตรมาส 2 ก่อน”นายณรงค์ กล่าว
http://www.kaohoon.com/pg.online/search_detail.aspx?cid=3052&gid=7

…SEAFCO เผย’ซีฟโก้ เรียวบิ’ได้งานก่อสร้างกำแพงกันดินในสิงคโปร์ มูลค่า 60 ลบ…

15 June, 2007 (09:48) | ข่าวSEAFCO | No comments

นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน)
หรือ SEAFCO แจ้งว่าเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2550 บริษัท ซีฟโก้ เรียวบิ จำกัด (Seafco- Ryobi
Pte, Ltd.) ในประเทศสิงคโปร์ ที่บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ 47.5%
ได้รับการสั่งจ้างเฉพาะค่าแรงเพื่อดำเนินงานก่อสร้างกำแพงกันดินระบบไดอะแฟรม วอลล์
ในโครงการ มารินา เบย์ แซนด์ อินเตเกตเต็ดรีสอร์ท (อาคารด้านเหนือ) จาก บริษัท แอล
แอนด์ เอ็ม ฟาวเดชั่น สเปเชี่ยลลิสท์ จำกัด (L & M Foundations Specialist Pte, Ltd.) ประเทศ
สิงคโปร์ มูลค่า(ไม่รวมภาษีงานบริการและค่าวัสดุ) จำนวน 2,690,000.00 สิงคโปร์  ดอลล่าร์
คิดเป็นเงินไทยประมาณ 60,000,000.00 บาท(หกสิบล้านบาทถ้วน) โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน
ที่ 22.305 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ สิงคโปร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนของบริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน)
เท่ากับ 28,500,000.00 บาท (ยี่สิบแปดล้านห้าแสนบาทถ้วน)โดยมีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ
120 วัน

…บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : SEAFCO แนะนำ ซื้อ (ปรับเพิ่มจากถือ) ราคาพื้นฐาน 9.64 บาท…

11 June, 2007 (20:55) | บทวิเคราะห์ | No comments

  วันศุกร์ที่ผ่านมา DBSV ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหาร ถึงเรื่องความเป็นไปได้ที่
อัตราการเติบโตของรายได้ปีนี้ที่ 15% y-o-y ปรากฏว่าทางบริษัทมีความมั่นใจมาก เพราะตอนนี้
ได้ยื่นประมูลงานก่อสร้างเพิ่มแล้ว มูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากลักษณะงานก่อ
สร้างฐานรากจะเป็นระยะเวลาอันสั้น การที่จะให้ปี 51 มีการเติบโตต่อเนื่อง ก็ต้องมียอดขายรอรับ
รู้รายได้ (Backlog) ปลายปีนี้เป็น 900-1,000 ล้านบาท
-  เพื่อให้บรรลุ Backlog ดังกล่าว งานที่บริษัทตั้งความหวังไว้มากคือ งานกำแพงกัน
ดิน 3 โครงการของ กทม. มูลค่าก่อสร้างที่ 3,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะได้สัก 1 งาน โดยงานแรกจะ
ประกาศผู้รับเหมาที่ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 15 มิ.ย.นี้แล้ว และประกาศผู้ชนะประมูลภายใน
ก.ค.50 ส่วนงานรถไฟฟ้าสายสีแดง ตลิ่งชัน-บางซื่อ มูลค่าของงานฐานรากจะเป็นประมาณ
1,500 ล้านบาท ทางบริษัทก็วางแผนว่าจะได้รับงานนี้ด้วย
-  ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 7% ทั้งปี 50 และ 51 ตามการปรับรายได้
ก่อสร้างดีขึ้น และคิดเป็นการเติบโต y-o-y ที่ 21%และ 8% ตามลำดับ ราคาพื้นฐานใหม่ซึ่งใช้
P/E ปี 50 ที่ 10.5 เท่า และเป็นค่าเฉลี่ย 2 ปีย้อนหลังเป็น 9.64 บาท ราคาปิดมีส่วนเพิ่ม
17.0% เทียบกับราคาพื้นฐาน และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลปีนี้เป็น 5.2% จึงปรับเพิ่ม
คำแนะนำจาก ‘ถือ’ เป็น ‘ซื้อ’

…SEAFCO เล็งร่วมทุนทำธุรกิจกับพันธมิตรดูไบ-เวียดนาม คาดปีหน้ามีความชัดเจน…

29 May, 2007 (21:59) | ข่าวSEAFCO | No comments

SEAFCO เล็งร่วมทุนทำธุรกิจกับพันธมิตรดูไบ-เวียดนาม คาดปีหน้ามีความ
ชัดเจนพร้อมย้ำเป้ารายได้ปีนี้แตะ 2.6 พันลบ.ส่วน Q2/50 มั่นใจรายได้โตต่อเนื่อง -ไม่หวั่น
เหตุการณ์ตัดสินคดียุบพรรคพรุ่งนี้ เนื่องจากมี backlog ในมือรอรับรู้รายได้อีกเพียบ ทั้งนี้
ปีหน้าเล็งเพิ่มสัดส่วนงานใน ตปท.เป็น 25% จากเดิม 10%

นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ รองประธานกรรมการ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ
SEAFCO เปิดเผยว่า ในขณะนี้บริษัทมีแผนที่จะร่วมทุนกับพันธมิตรในประเทศเวียดนาม และดู
ไบ เพื่อประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและก่อสร้างกำแพงกันดิน โดยคาดว่าแผนงานดังกล่าวจะ
เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2551
นอกจากนี้ ประเมินว่ารายได้จากการร่วมทุนกับพันธมิตรประเทศสิงคโปร์ ในช่วงที่
ผ่านมาจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงไตรมาส 3/50
‘สาเหตุที่ออกไปรับงานในต่างประเทศก็เพื่อเป็นการเพิ่มสัดส่วนรายได้ แต่ไม่ได้กังวล
เกี่ยวกับปัจจัยทางการเมือง’ นายณรงค์ กล่าว
สำหรับในปี 2550 ยังคงตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มี
รายได้อยู่ที่ 1,098.62 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 2/50 คาดว่ารายได้คงจะเติบโตในทิศทางที่ดี
เนื่องจากบริษัทมี Backlog ที่รอรับรู้รายได้ในปีนี้กว่า 1,500 ล้านบาท โดย Backlog จำนวนดัง
กล่าวได้ทยอยรับรู้รายได้ไปแล้ว 700 ล้านบาท ดังนั้นจึงเหลือ Backlog อีก 800 ล้านบาท ที่จะ
รับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปี
ส่วนจากกรณีที่ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2550) จะมีการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย
และประชาธิปัตย์ ไม่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบันบริษัทมี backlog ที่
รอรับรู้รายได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีการออกไปรับงานในต่างประเทศ ซึ่งคงจะช่วยทำให้
รายได้ในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย อีกทั้งการรับงานในช่วงที่ผ่านมาก็มีการเซ็นสัญญาเรียบร้อย
แล้ว ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง ก็ไม่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ในปี 2550 บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการรับงานในต่างประเทศ เป็น 25%
จากปัจจุบันที่ 10% เพื่อเป็นการกระจายรายได้และเพิ่มช่องทางในการรับงาน ขณะเดียวกันยัง
เพื่อป้องกันความเสี่ยงเกี่ยวกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศอีกด้วย
‘ตอนนี้มีการรับงานในประเทศ 90% ส่วนต่างประเทศคือ 10% และในปีหน้าก็หวังว่า
จะมีสัดส่วนงานในต่างประเทศ 25% และในประเทศ 75% ซึ่งก็ยังต้องยึดในประเทศไว้ก่อน’นาย
ณรงค์ กล่าว