บล.ฟาร์อีสท์ : SEAFCO แนะนำ“ถือ”
การที่ SEAFCO มีการประกาศรับงานก่อสร้างกำแพงกั้นดินไดอะแฟรม วอลล์ มูลค่า
2.69 ล้านเหรียญสิงคโปร์ คิดเป็นเงินไทยที่อัตราแลกเปลี่ยน 22.03 บาท/เหรียญสิงคโปร์ ได้
60.00 ล้านบาท เป็นสัดส่วนของซีฟโก้ประมาณ 28 ล้านบาท (เราคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ใน
3Q50 เป็นต้นไป) นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มรับงานในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งจาก
การเข้าพบผู้บริหาร ทำให้เราได้ทราบถึงโอกาสที่ SEAFCO จะได้รับงานกำแพงกั้นดินใน
สิงคโปร์ยังมีโอกาสอีกมาก ทั้งจากโครงการมารินา เบย์ แซนด์ อินเตเกตเต็ดรีสอร์ท ที่มีมูลค่า
โครงการเฉพาะส่วนงานโยธาถึง 14,000 ล้านบาท รวมถึงงานก่อสร้างกำแพงกั้นดินในโครงการ
อสังหาริมทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์ ที่คาดว่าจะพลิกกลับมาเติบโตได้อย่างมากในช่วง 4-5 ปีข้าง
หน้าได้ ซึ่งจะเป็นส่วนที่จะเข้ามาช่วยเสริมรายได้ของ SEAFCO ในอนาคตได้ นอกจากนี้
SEAFCO ยังวางแผนที่จะเข้าไปรับงานก่อสร้างที่ดูไบ และเวียดนามเพิ่มเติมในอนาคตอีกด้วย
วันหยุดมาก + งานใหม่น้อย จึงคาดว่าผลการดำเนินงาน 2Q50 ปรับลดลง QoQ
ผลจากการที่การเมืองในประเทศมีปัญหา รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ปรับตัว
ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีงานประมูลออกมาค่อนข้างน้อยในช่วง 2Q50 (มีการเซ็นสัญญารับ
งานใหม่เข้ามาประมาณ 250 ล้านบาท VS 350 ล้านบาทใน 1Q50) อีกทั้งงานที่มีการเซ็น
สัญญาในงวด 2Q50 จำนวน 3 งานมีปัญหาเรื่องใบอนุญาตสิ่งแวดล้อม ทำให้การก่อสร้างต้องช้า
กว่ากำหนด ทำให้รายได้ในช่วง 2Q50 ของ SEAFCO จะขึ้นอยู่กับงานที่ยกมาทำต่อเนื่องจาก
1Q50 เป็นหลัก และเมื่อรวมกับในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. ที่ผ่านมามีวันหยุดค่อนข้างมากและมี
ฝนตกค่อนข้างถี่ ทำให้เราคาดว่ารายได้และกำไรสุทธิของ SEAFCO ใน 2Q50 จะทรงตัวจาก
2Q49 โดยมีรายได้ 457 ล้านบาท ลดลงถึง 35.54% QoQ และมีกำไรสุทธิ 30 ล้านบาทลดลง
49.81% QoQ ยังมั่นใจในผลประกอบการปี 50 แต่ราคาหุ้นรับรู้ไปแล้ว แนะนำเพียง “ถือ”
ปัจจุบัน SEAFCO กำลังรอประกาศงานใหม่เพิ่มอีกประมาณ 200 ล้านบาท และอยู่
ระหว่างประมูลงานอยู่อีกกว่า 1,000 ล้านบาท ทำให้เรายังคงมั่นใจว่ารายได้ในปี 50 ที่ 2,537
ล้านบาท ยังคงเป็นไปได้แม้ว่าประมาณการรายได้ในช่วง 1H50 ที่เราคาดไว้จะคิดเป็นเพียง
46% ของรายได้ปี 50 ที่เราคาดไว้เท่านั้น ส่วนกำไรสุทธิเรายังคงคาดไว้ที่ 189 ล้านบาทเหมือน
เดิม (Fully Diluted EPS = 0.88 บาท) ทั้งนี้ราคาหุ้นของ SEAFCO ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นมา
อย่างต่อเนื่องซึ่งคาดว่าเกิดจากความคาดหวังถึงผลการดำเนินงานในปี 50 ที่จะยังคงขยายตัวได้
อย่างต่อเนื่องรวมถึงผลดีจากการรับงานยังต่างประเทศ แต่ราคาหุ้นปัจจุบันสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานปี
50 ที่เราคาดไว้แล้ว (8.80 บาท อิงกับ Prospective PER ที่ระดับ 10 เท่า) อีกทั้ง SEAFCO
ยังมีความเสี่ยงจากการที่ต้องเซ็นสัญญารับงานใหม่เข้ามาให้ทันงานที่ส่งมอบ ขณะที่งานต่าง
ประเทศ ยังเป็นเพียงรายได้เสริมเท่านั้น ยังไม่ใช่รายได้หลักของ SEAFCO แต่อย่างใด เราจึง
เปลี่ยนคำแนะนำจาก “ซื้อเก็งกำไร” เหลือเพียง “ถือ” เท่านั้น